09 October 17

พ่อผู้เป็นแรงบันดาลใจ: ชนะ เสวิกุล ครูธรรมดาของเด็ก (ไม่) พิเศษ

หากใครเคยฟังเพลง ตามรอยพระราชา ของเบิร์ด ธงไชย, ไม่ยอมหมดหวัง ของเจนนิเฟอร์ คิ้ม, ไว้ใจ๋ได้กา ของลานนา คัมมินส์, เพลงประกอบละคร บัลลังก์เมฆ และอยู่กับก๋ง นี่คือผลงานของชนะ เสวิกุล ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงฮิต เนื้อร้องไพเราะที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี แต่มัมเรซิ่นไม่ได้พามารู้จักเขาในแง่มุมนักแต่งเพลงค่ะ ทว่า ในฐานะพ่อคนหนึ่งที่ใช้ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทั้งหมดในชีวิต มาทำดนตรีและศิลปะบำบัดจนกลายเป็นครูนัทของเด็กๆ ในทุกวันนี้ โดยยึดหลักการทำงานและตั้งปณิธานทำความดีตามในหลวง รัชกาลที่ 9 พ่อหลวงของพวกเราทุกคนค่ะ

เส้นทางของ “ ชนะ เสวิกุล ” ก่อนมาเป็น “ครูนัท”

กว่าจะมาเป็นคุณครูนัทของเด็กๆ ที่ใช้ดนตรีและศิลปะมาเป็นแกนหลักในการสอนเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กพิเศษ ครูนัท – ชนะ เสวิกุล ผ่านช่วงเวลาการทำงานมาหลากหลายอาชีพไม่น้อยเลย ทั้งนักออกแบบ Copy Writer บรรณาธิการนิตยสาร อาร์ตไดเร็กเตอร์ของบริษัททีวี นักเขียนบท นักแต่งเพลง หรือแม้กระทั่งนักบิน แต่ไม่ว่าจะเคยเป็นอาชีพไหนมาก่อน อาชีพสุดท้ายที่ครูนัทเลือกทำ และจะทำต่อไปจนกว่าจะหมดแรงก็คือ อาชีพ “ครู”

“ตอนเด็กๆ ผมยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร ก็ลงเรียนตามเพื่อน จนสอบเข้าคณะสถาปัตย์ของศิลปากรได้ พอเรียนๆ ไปก็รู้ว่าจริงๆ ไม่ได้อยากเป็นสถาปนิกเลย แต่ระหว่างเรียนชอบไปเล่นละครคณะ ละครธีสิสให้พวกรุ่นพี่อักษร แล้วก็พี่ๆ มัณฑนศิลป์ที่มักจะออกไปทำรายการทีวี รู้สึกว่าอยากทำหนัง เลยไปลงเรียน ซื้อหนังสือมาอ่าน จนอาจารย์เรียกไปคุยว่าไหวไหม คุณจบไปเป็นสถาปนิกที่ไม่ดีแน่ๆ ซึ่งใจผมก็ไม่คิดจะเป็นอยู่แล้ว มันไปทางบันเทิงอย่างเดียวเลย”

แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ครูนัทได้มีโอกาสไปทำงานเป็นอาร์ตไดเร็คเตอร์ ออกแบบฉากในกองถ่ายที่ดาราวิดีโอ แต่ก็ไม่ตอบโจทย์ เพราะกองถ่ายสมัยนั้นไม่ค่อยได้ถ่ายที่สตูดิโอ เลยไม่ได้ทำงานออกแบบอย่างที่คิด อีกทั้งละครสมัยก่อนถ่ายไปฉายไป การทำงานจึงค่อนข้างไม่เป็นเวลา

“ปัญหาของผมคือ ผมทำอาร์ตไดเร็คเตอร์ ซึ่งเขาไม่ค่อยได้ถ่ายในสตูดิโอ เราได้แค่จัดพร็อบในฉาก ก็เลยรู้สึกว่าไม่ใช่ทางละ เราไม่ได้คิดจะทำแบบนี้ ประกอบกับตอนนั้นผมเริ่มอยากลองเขียนบทด้วย เลยออกมาทำงานที่รัชฟิล์มทีวี คุณพ่อแนะนำให้ลองไปคุยกับพี่ละลิตา ฉันทศาสตร์โกศล พี่ละลิตาเลยเอาบทมาให้ผมลองดีไซน์ฉาก ซึ่งฝีมือก็พอไปได้ พี่ละลิตาให้เลือกว่าอยากทำที่รัชฟิล์มหรืออีกที่หนึ่ง ระหว่างนั้นครูช่าง-ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง กำลังเดินลงมาจากบันไดพอดี ผมเลยตัดสินใจขอไปเรียนเขียนบทกับครูช่างทันที (ฮา)”

ครูนัทตัดสินใจไปทำงานและเรียนรู้เรื่องการทำอาร์ต สตอรี่บอร์ด ทำละคร โฆษณา การตัดต่อ และได้วิชาเขียนบทจากปูชนียบุคคลทางด้านการแสดงจากครูช่าง จนมีผลงานเป็นบทรายการโทรทัศน์ชื่อว่า บันทึกคนเดินทาง ทำงานอยู่ได้ 2 ปี จึงเปลี่ยนเส้นทางอีกครั้ง

“เพื่อนชวนไปทำที่ Nite Spot Production เป็นบริษัทมีเดียบันเทิงรายแรกๆ ของเมืองไทยที่เท่มาก รายการวิทยุก็เท่ ละครก็ดี เป็นละครแบบใหม่ คือเป็นซิทคอมแบบฝรั่ง มีครูเล็ก-ภัทราวดี มีพี่อี๊ด-สุประวัติ ถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็อารมณ์บริษัท เอ็กแซ็กท์ ซีเนรีโอ เขาต้องการ copy writer พอดี แต่บริษัทกำลังจะโดนเทคโอเวอร์ ผมก็คิดว่าดี เพราะแสดงว่าจำนวนคนทำงานน้อยลง แล้วเราจะได้มีโอกาสเรียนรู้งานหรือทำงานเยอะขึ้น เป็นโอกาสให้เราได้ฝึก ก็เลยไปทำที่นั่น ก็เออสนุกดี แต่ทำได้แค่ 6 เดือนก็ลาออก”

ผมเข้าเรียนตอนเดือนมกราคม ปี 2534 จำได้ไม่ลืม เข้าไปเป็นเด็กหลังห้อง แล้วเพลงแรกที่เขียนผ่านคือเดือนเมษายนปีเดียวกัน ซึ่งเพลงนั้นก็คือ ขอโทษ ของพี่ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว

ระหว่างนั้นชีวิตครูนัทก็ผกผันอีก ได้ลองทำอาชีพใหม่อีกอาชีพหนึ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน

“ด้วยความที่ตระกูลของผมเป็นคนในแวดวงหนังสือ ก็จะรู้จักคนทำหนังสือมากมาย อย่างคุณป้ายุพา ส่งเสริมสวัสดิ์ที่ทำนิตยสารกุลสตรี โทรมาชวนให้ไปเป็นบรรณาธิการนิตยสารวัยรุ่น เราก็ตอบตกลงทันที ชวนภรรยามาทำด้วยกัน ชื่อว่า Sense ออกมาได้แค่ 3 เล่มเท่านั้นก็ปิดตัว คือนิตยสารพวกนี้ต้องการยอดขายโฆษณา ซึ่งอาจต้องใช้เวลามากกว่า 6 เดือน ถึง 1 ปี เอเจนซี่ถึงจะรู้จักเรา และตอนนั้นก็ไม่มีรายได้เข้ามาเลย แต่ระหว่างที่ทำเล่มที่ 3 ชีวิตของผมก็เปลี่ยนไปอีกแล้ว”

ซึ่งครั้งนี้ทำให้ครูนัทกลายเป็นนักแต่งเพลงฮิตคุ้นหูที่เรารู้จัก และเป็นอาชีพสุดท้ายก่อนจะหันเหชีวิตไปเป็นครูสอนเด็กๆ ด้วยดนตรีและศิลปะบำบัดจนกระทั่งปัจจุบัน

“Sense เล่มที่ 3 ทำให้ผมได้ไปสัมภาษณ์พี่เต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ ตอนนั้นพี่เต๋อเพิ่งเริ่มทำแกรมมี่ คนยังไม่ค่อยรู้จัก แต่เขาเป็นไอดอลของเรา เพราะตอนเรียนอยู่สถาปัตย์ ผมเคยอยากทำวงดนตรี คุณแม่รู้จักพี่เต๋อเพราะน้องแพท ลูกสาวเรียนบัลเล่ต์ที่เดียวกับน้องสาวของผม ผมเลยได้พูดคุย ได้คำแนะนำมากมายจากพี่เต๋อ พี่เต๋อเป็นคนที่ไม่รู้จักกันไม่เป็นไร น้องมาขอความรู้ก็ให้เต็มที่

“ในวันที่ไปสัมภาษณ์พี่เต๋อ ผมขอทีมงานไปสวัสดีแกด้วย พอไปถึงพี่เต๋อก็จำได้ ถามไถ่ว่าตอนนี้ทำอะไร ผมก็พูดคุยไปจนหลุดปากว่าอยากแต่งเพลง เท่านั้นแหละ พี่เต๋อเรียกพี่ดี้-นิติพงษ์มาเลย บอกว่าน้องอยากแต่งเพลง ช่วยพาไปสอนหน่อย พี่ดี้ก็เอาเทปเดโมเพลงมาให้เราลองไปแต่ง ไปเขียนอะไรมาก็ได้ เหมือนเป็นการทำข้อสอบ เราก็เขียนไป พี่ดี้ก็บอกว่ามีแวว งั้นมาเรียนเลย ซึ่งตอนนั้นที่แกรมมี่จะมีการสอนแต่งเพลงสำหรับคนรุ่นใหม่อยู่แล้ว รุ่นนั้นก็จะมีธนา ชัยวรภัทร์ ที่แต่งเพลงขอเพียงที่พักใจ The Must และเป็ด-มนต์ชีพ

“ผมเข้าเรียนตอนเดือนมกราคม ปี 2534 จำได้ไม่ลืม เข้าไปเป็นเด็กหลังห้อง แล้วเพลงแรกที่เขียนผ่านคือเดือนเมษายนปีเดียวกัน ซึ่งเพลงนั้นก็คือ ขอโทษ ของพี่ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว จากนั้นก็ได้มีโอกาสแต่งเพลงอีกเป็นพันกว่าเพลง มีเพลงยิ่งรู้จักยิ่งรักเธอ ของดา เอ็นโดรฟิน รวมถึงเพลงประกอบภาพยนตร์แอนิเมชั่นจากดิสนีย์ ซึ่งก็คือเพลง A Whole New World ฉบับภาษาไทยจากเรื่องอะลาดิน และอื่นๆ อีก 4 เรื่องคือ โพคาฮอนทัส, ฝันร้าย ฝันอัศจรรย์ก่อนวันคริสต์มาส, ไลอ้อนคิง และกูฟฟี่มูฟวี่”

จุดเปลี่ยนของชีวิตจนได้มาเป็น “ครูนัท”

การเบนเข็มชีวิตหันมาทำอะไรเพื่อเด็กๆ นั้นไม่มีอะไรซับซ้อนเลย แต่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ก็คือการมีน้อง “อาย” ลูกสาวคนแรกและคนเดียวของครูนัท

“ผมสอนเรื่องการฝึกฟัง (Ear Training) ให้ลูกตั้งแต่เล็ก การฝึกฟังคือให้หูแยกเสียงโน้ตแต่ละเสียงออก ซึ่งสมัยทำงานอยู่แกรมมี่ พี่นิ่ม สีฟ้าเป็นคนสอนเรา จึงได้มีวิชาเอามาใช้สอนลูกได้ แต่ไม่ได้สอนลูกจริงจังมาก ผมเชื่อเรื่องการอินพุต (Input) ถ้าเราปลูกฝังไปเรื่อยๆ มันจะเกิดการเรียนรู้ได้เอง พอลูกโตขึ้น เอ๊ะ ภาษาลูกก็ดี รู้จักตัวโน้ต สมาธิก็ดี ถ้าอย่างนั้นวิธีนี้มันต้องดีกับเด็กคนอื่นด้วยสิ ซึ่งจริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ผมสอนภรรยาร้องเพลงให้ลูกฟังตอนท้องลูกสาวด้วย เขาเป็นคนร้องเพลงเพี้ยน ผมเลยสอนให้ ซึ่งคนร้องเพลงเพี้ยนเกิดจากการควบคุมลมหายใจไม่ดี ไม่ใช่ว่าชาตินี้ฉันร้องเพลงไม่ได้ จริงๆ มันแก้ได้หมด

“พอสอนๆ ไปก็คิดว่าเราน่าจะเอาไปสอนแม่คนอื่นได้ คืออะไรที่เราทำกับภรรยาและลูกของเราแล้วมันดี ผมก็อยากสอนคนอื่นต่อ ลูกของเราไม่ใช่เด็กอัจฉริยะ ยังทำได้เลย งั้นคนอื่นก็น่าจะทำได้ ผมเลยเริ่มทำโครงการ Singing Mom สอนแม่ท้องร้องเพลงร่วมกับนิตยสาร และโรงพยาบาลต่างๆ”

ทุกความสามารถเป็นอาชีพได้หมดครับ อะไรก็ได้ถ้าเขาอยากเป็น เขาจะนำทุกอย่างมาใช้ แล้วเราก็จะได้บุคลากรที่มีความสามารถหลากหลายสาย และตรงกับสิ่งที่เขาอยากจะทำจริงๆ

แม่ท้องร้องเพลง แม่สุข ลูกยิ่งสุข

“ผมเชื่อว่าการที่แม่ร้องเพลงให้ลูกในท้องฟังเท่ากับการเชื่อเรื่องโมสาร์ทเอ็ฟเฟ็ค แต่ถ้าแม่ฟังเพลงโมสาร์ทแล้วปวดหัวล่ะ มันจะดีต่อลูกเหรอ หรือถ้าบอกว่าโมสาร์ทเป็นอัจฉริยะ เล่นเปียโนได้ตั้งแต่ 5 ขวบ ทำไมไม่มีใครถามว่าแม่โมสาร์ทฟังเพลงอะไร ดังนั้น ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า แม่ฟังอะไรแล้วมีความสุขต่างหาก จึงจะส่งผลดีต่อลูก ผมเลยเริ่มทำโครงการนี้ขึ้นมาและศึกษาไปเรื่อยๆ

“การสอนแม่ๆ ร้องเพลงคือ สอนเพื่อให้เขาเกิดความมั่นใจที่จะร้องออกมา หลักสำคัญคือ แค่แม่ร้องเพลงได้ แม่ก็มีความสุขแล้ว แต่ถ้าไม่มั่นใจ ผมสอนให้เอง ระหว่างที่ผมทำโครงการนี้ ผมก็ทำเรื่องดนตรีบำบัดไปด้วย เพราะเราเริ่มรู้สึกสนุก คุยกับภรรยาว่า อยากให้เด็กอยู่กับเรานานๆ จังเลย ทำไงดี สุดท้ายเลยชวนกันทำเนอร์สเซอรี่ แฟนก็ตกลงทันที ยอมลาออกจากงานที่มีเงินเดือน 7-8 หมื่นบาท มาเป็นครูออนที่ไม่มีเงินเดือนแทน”

เนอร์สเซอรี่ “สิรวี” แหล่งเรียนรู้เล็กๆ ที่อบอวลด้วยดนตรี ศิลปะ และความรัก

“สิรวีคือชื่อของลูกสาวเองครับ ตอนนั้นเราพอหาที่เช่าราคาพอสู้ไหว สร้างเนอร์สเซอรี่ด้วยความคิดที่ว่า ให้เด็กรักที่จะเรียนรู้ แล้วเขาจะทำได้เอง ที่นี่กระทรวงฯ มาตรวจดูและกำหนดว่าสามารถรับสอนเด็กได้ 25 คน แต่ผมรับสอนแค่ 8 คนเท่านั้น เพื่อให้เราจำเด็กๆ ได้ทุกคน มีเวลาเล่นกับเด็กทุกคน เราเงินน้อย ปริ่มๆ ทุกเดือน แต่เราก็มีความสุขครับ

“ผมและภรรยาจะเอาความรู้ที่มีมาแชร์กัน ที่นี่ภรรยาจะสอนภาษาอังกฤษ ผมตั้งชื่อว่า Make Friends with English ภาษาอังกฤษ โอ๊ย สนิทกัน เด็กๆ ที่นี่รักภาษาอังกฤษมาก ส่วนผมสอนดนตรีและศิลปะ โดยใช้แนวทางคือช่วยเด็กๆ หาให้เจอว่าเขาชอบเขาถนัดอะไร อย่างลูกสาวของผมรู้ตัวว่าอยากเป็น animator มาตั้งแต่ ป.4 ถ้าเด็กรู้ตัวล่วงหน้า เขาจะพัฒนาทักษะนั้นได้เร็วขึ้น ไม่ต้องแบกเป้ที่มีหนังสือเต็มบ่า วิชาเลข สายนี้ไม่ได้ใช้ เอาแค่ผ่านพอ ไปเน้นภาษาจีน อังกฤษ และศิลปะไปเลย เพราะคุณรู้แล้วว่าจะต้องเพิ่มพูนทักษะอะไรบ้าง

“ทุกความสามารถเป็นอาชีพได้หมดครับ อะไรก็ได้ถ้าเขาอยากเป็น เขาจะนำทุกอย่างมาใช้ เช่น ความใส่ใจ ความขยัน ความอยากที่จะทำให้สำเร็จ การพัฒนาตัวเอง แล้วเราก็จะได้บุคลากรที่มีความสามารถหลากหลายสาย และตรงกับสิ่งที่เขาอยากจะทำจริงๆ”

 

วิธีสอนสไตล์คุณครูนัท

ครูนัทเล่าว่าที่เนอร์สเซอรี่ไม่ได้แค่รับเด็กมาเลี้ยงเฉยๆ แต่ให้เป็นแหล่งเล่นและเรียนรู้ของเด็กๆ อย่างมีความสุข นอกจากสอนเด็กจันทร์-ศุกร์แล้ว ยังมีคอร์สในวันเสาร์-อาทิตย์ สำหรับเด็กโตด้วย ครูนัทดีไซน์วิธีการสอนอย่างเข้าใจในธรรมชาติและพัฒนาการเด็กเป็นสำคัญ

“ตอนแรกผมสอนดนตรีอย่างเดียวก่อน แต่พอสอนๆ ไปก็เห็นว่าเราควรเตรียมสมาธิให้เด็กๆ ก่อน ด้วยการนำศิลปะมาใช้ เราต้องเตรียมสมาธิด้วยการวาดรูปก่อน ผมไม่ชอบบังคับเด็ก เด็กนอนเล่น เราก็นอนเล่นไปกับเด็ก ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าเราสอนศิลปะให้เด็กด้วยไปในตัว พอสอนไปสักพัก คุณแม่ๆ ก็จะส่งรูปที่ลูกๆ วาดมาให้เราดู ให้เราวิจารณ์ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมก็วิจารณ์ทางศิลป์ไปปกติ แล้วก็เลยถามคุณแม่ไปว่า เด็กๆ มีพฤติกรรมแบบนี้ๆ ใช่ไหม คุณแม่ก็ตกใจบอกว่าใช่ ถามกลับมาว่าผมรู้ได้อย่างไร คือรูปที่เด็กวาดมันบอกได้หมด รวมถึงสีที่เด็กใช้ด้วย ผมก็จะบอกคุณแม่ว่าเขาจะมีแนวโน้มเป็นแบบนี้นะ คือมันไม่ใช่แค่ศิลปะบำบัด แต่มันดูได้เลยว่าเด็กเครียดเรื่องอะไร สี เส้น เรื่องราวที่วาด ผมดูมาเป็นพันๆ ภาพ ทำให้วิเคราะห์ได้ แล้วก็สนใจและศึกษาเรื่องจิตวิทยาอยู่แล้วด้วย”

พอผมไปสอน บอกได้คำเดียวเลยว่า ‘ตกหลุมรัก’ คือเด็กเหล่านี้เขามีอะไรข้างในอีกเยอะเลย แล้วผมก็อยากจะช่วยดึงมันออกมา

ผมตกหลุมรัก “เด็กพิเศษ”

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ครูนัทเริ่มหันมาสอนเด็กพิเศษ (เด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรมและออทิสติก) มาจากโทรศัพท์สายหนึ่งที่โทรมาถามว่ารับสอนไหม ครูนัทไม่เคยสอนมาก่อน แต่ก็ตกลงรับปากทันที เพราะเชื่อว่าวิธีสอนของตัวเองจะช่วยเด็กๆ กลุ่มนี้ได้

“พอผมไปสอน บอกได้คำเดียวเลยว่า ‘ตกหลุมรัก’ คือเด็กเหล่านี้เขามีอะไรข้างในอีกเยอะเลย แล้วผมก็อยากจะช่วยดึงมันออกมา เด็กกลุ่มนี้จะได้แค่ความสงสารหรือไม่ก็สมเพชจากคนอื่นๆ โดนดูถูกว่าปัญญาอ่อน ซึ่งคำนี้ผมไม่อยากให้ใช้เลย แล้วแค่ความสงสารมันไม่ใช่ความรู้สึกด้านบวกด้วย หรือมีคนชมเด็กๆ กลุ่มนี้ว่า อุ๊ยเก่งจังเขียนหนังสือได้ด้วย ผมมองว่าเขาทำอะไรได้มากกว่านั้น เพราะฉะนั้นการที่เขาทำสิ่งเหล่านี้ได้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เขาคือเด็กทั่วไปคนหนึ่ง เพียงแต่ใช้เวลาช้าหน่อย หรือใช้วิธีที่แตกต่างออกไป ซึ่งตอนนี้ผมกำลังพิสูจน์ว่าพวกเขาทำได้จริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าวันไหนเด็กๆ กลุ่มนี้ทำได้ แล้วคนเฉยๆ ผมจะชอบมากเลยนะ คือมันไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น”

 

ผมก็เป็น “ออทิสติก”

“จริงๆ ผมมีภาวะออทิสซึ่มด้วย ผมไม่เคยรู้ตัวมาก่อน รู้แค่ว่าเราแปลกๆ อยู่บ้านผมจะเก็บตัวอยู่ในห้องเงียบมาก ไม่ยุ่งกับใคร ถ้าไปเรียนกลับมาบ้านจะรู้ทันทีว่าใครเข้ามาในห้อง แค่ของขยับนิดเดียว แล้วก็ชอบพูดคนเดียว พูดกับสัตว์ กับเครื่องบิน ก็ไม่คิดอะไร จนกระทั่งไปทำงานร่วมกับเรนโบว์รูม เขาจะมีแบบทดสอบว่าลูกคุณมีแนวโน้มไหม ก็นั่งทำเล่นๆ สรุป เป็นทุกข้อเลย (ฮา) เด็กกลุ่มนี้จะมีประสาทสัมผัสที่ไวมากกว่าเด็กทั่วโป เขาจะไม่ชอบจับอะไรหรือสัมผัสอะไร มันจะรู้สึกแรงกว่าปกติ ซึ่งผมก็เป็น แต่เด็กเหล่านี้ก็แค่เด็กกลุ่มหนึ่ง เขาไม่ได้แปลกประหลาด จริงๆ แล้วทุกคนแตกต่างกันหมด แต่จะทำยังไงถึงจะดึงด้านดี ด้านเด่นของเขาออกมาได้ แต่เราดันจะใช้ให้เด็กๆ มาทำอย่างเดียวเหมือนกันหมดเลย

“เพราะฉะนั้นพอได้ไปสอน ผมเหมือนได้เจอเพื่อน เวลาเราจะทำอะไร ประเมินเด็กๆ กลุ่มนี้ยังไง เราเลยเข้าใจเขา เด็กกลุ่มนี้จะมีเซฟตี้โซน เราก็จะไม่ไปรุกเขา เวลาสื่อสารก็นั่งในระดับสายตา ไม่ยืนคร่อม เพราะการยืนคร่อมเด็กจะรู้สึกกดดัน ซึ่งหลักการนี้ได้มาจากการเรียนสถาปนิกด้วย อย่างวัด วัง ศาลอาญาจะออกแบบให้ประตูใหญ่โต เพื่อให้คนที่เข้ารู้สึกตัวเล็ก ต้องเคารพ เพราะฉะนั้นพี่จะไม่มองเด็กแบบนั้น”

เดินหน้าและเติบโตเพื่อเด็กๆ

“ตอนนี้กำลังสร้างโรงเรียนครับ รับเด็กประมาณ 30 คน สร้างไปได้ 70% แล้ว ชื่อว่า “โรงเรียนบ้านเรียนสิรวี” ผมอยากทำโรงเรียนที่สอนเหมือนโฮมสคูล ผมจะเน้นให้เด็กๆ ได้เล่น ไม่มีแบ่งเป็นห้องเรียน แต่จะแบ่งเป็น 4 ลาน คือ ลาน Ear Training ลานศิลปะ ลานสมาธิ ลานหนังสือ วิธีสอน เช่น วันนี้จะเรียนเลขที่ลานหนังสือกัน เด็กๆ ไปหยิบหนังสือที่ชอบแล้วเปิดเลย เจอหน้าไหนให้จดตัวเลขให้ครูหน่อย หรือใครเปิดได้เลขมากกว่ากันชนะ เล่นเกมกัน หรือเปิดหน้า 10 ห่างจากหน้า 16 กี่หน้านะ มานับกัน เด็กก็เรียนรู้โดยไม่ต้องไปนั่งบวกลบเลข นอกจากนี้ผมก็จะเชิญคนจากหลากหลายอาชีพมาสอนเด็กๆ เช่น ให้เพื่อนนักบินมาสอนพับเครื่องบิน เขาก็จะได้เห็นอาชีพที่หลากหลายไปด้วย

“โรงเรียนที่กำลังทำอยู่นี้จึงเหมือนเป็นความฝัน แม้บ้านยังต้องจำนองอยู่ ผมก็อยากทำ โชคดีมากที่มีคุณหมอใจดีท่านหนึ่งบริจาคที่ให้สร้างโรงเรียน แม้แต่วิศวกรที่มาเซ็นชื่อรับแบบ พอเขารู้ว่าผมทำโรงเรียนอะไร เขาก็ยอมไม่คิดค่าตัวเลย โรงเรียนนี้จึงเกิดจาความช่วยเหลือของหลายๆ คนมาก แต่ก็ยังขาดอีกมากเช่นกันครับ

“จุดประสงค์อีกอย่างของการทำโรงเรียนคือ ผมอยากให้เด็กๆ เตรียมความพร้อมไปเรียนต่อได้ รักที่จะไปโรงเรียน เข้าใจการไปเรียน เน้นเรื่องการอ่าน เน้นการการฟัง โรงเรียนแห่งนี้จะมีเด็กพิเศษร่วมเรียนด้วยครับ ส่วนในวันเสาร์-อาทิตย์จะกลายเป็นสถานที่ไว้แสดงผลงานของเด็กพิเศษ อย่างที่บอกว่าเด็กเหล่านี้มีความสามารถ เช่น บางคนมีความสามารถเรื่องปั้นเซรามิก ก็จัดแสดงงาน เปิดโรงเรียนให้คนเข้ามาชม ใครสนใจจะสนับสนุนเด็กคนนี้ต่อก็ทำได้เลย ผมก็จะทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ต่อยอดเพื่อเด็กๆ ไปเรื่อยๆ”

นอกจากนี้ครูนัทกำลังคิดหลักสูตรสอนศิลปะให้เด็กตาบอดด้วย โดยจะเชิญเด็กๆ มาฝึกที่โรงเรียนนี้ แล้วให้ครูนำความรู้ไปสอนต่อแบบฟรีๆ ส่วนครูออน ภรรยาของครูนัทก็กำลังดีไซน์แอพลิเคชั่นสำหรับฝึกอ่านเขียนโดยเน้นความสนุกแบบฟรีๆ ให้กับเด็กหรือโรงเรียนต่างจังหวัด และส่วนหนึ่งก็นำมาขายเพื่อนำเงินมาทำจิตอาสาต่อ ดังนั้น โรงเรียนแห่งนี้จึงไม่ใช่แค่ที่สอนเด็กๆ เท่านั้น แต่คือที่ที่ช่วยสานต่ออนาคตของเด็กหลายๆ คนได้ หากใครสนใจอยากเห็นโรงเรียนแห่งนี้ที่สร้างมาเพื่อเด็กๆ เกิดขึ้นจริงๆ สามารถติดต่อบริจาควัสดุอุปกรณ์หรือทุนทรัพย์ได้ผ่านเพจ “ ครูนัท ชนะ เสวิกุล ” ได้เลยค่ะ

การทำให้เด็กพิเศษ มันเหมือนกับการว่ายน้ำที่มองไม่เห็นฝั่ง เราไม่รู้ว่าเมื่อไรคนจะยอมรับได้ ไม่รู้ว่าเมื่อไรการศึกษาหรือสังคมจะเอื้อให้เด็กพิเศษ เราแค่ทำต่อไป ว่ายน้ำต่อไป

คือผลแห่งความดีที่ช่วยให้ “รอดชีวิต”

นอกจากเป็นคุณครูที่เนอร์สเซอรี่ของตัวเอง กับเป็นครูติดล้อ ที่ล้อหมุนไปสอนเด็กๆ ตามบ้านให้คุณพ่อคุณแม่ที่มีฐานะลำบากแล้ว ครูนัทยังเป็นครูจิตอาสาไปสอนเด็กๆ ที่ป่วยระยะสุดท้ายที่โรงพยาบาลด้วย

“วันหนึ่งมีข้อความมาถามว่า อยากไปสอนเด็กๆ ที่โรงพยาบาลเลิดสิน ครูนัทไปได้ไหมคะ ผมอยากไปมาก ก็ตอบตกลง ที่ที่ผมไปสอนคือศูนย์เด็กเจ็บป่วยเรื้อรัง เด็กส่วนมากก็จะเป็นมะเร็งกัน ผมก็หอบสีไปสอนตามเตียงต่างๆ คนแรกที่ผมรู้จักชื่อน้องปุ๊กกี้ วันนั้นเขาบอกว่าไม่มีแรงเขียนการ์ดขอบคุณให้ ผมก็บอกว่าคราวหน้าก็ได้ น้องตอบกลับมาว่า ได้ค่ะ ถ้าคราวหน้าหนูยังอยู่นะ ตอนกลับผมเอาการ์ดมาเปิดดู มันเป็นหน้าว่างๆ นึกถึงคำพูดของปุ๊กกี้ ผมร้องไห้เลย ก็เลยบอกกับตัวเองว่าจะมาอีกเรื่อยๆ ก็เลยทำมาตลอด ซึ่งก็มีทั้งเด็กที่ไปและยังอยู่ แต่ตอนนี้ปุ๊กกี้หายแล้วนะ”

แต่หลังจากนั้น 2 ปี ครูนัทก็ป่วยกะทันหัน

“ผมปวดหลังมาก ปวดขนาดที่จอดรถยังต้องนั่งอยู่ 5 นาทีถึงจะลุกได้ รักษาหลังทุกอย่างแล้ว ทำ MRI ก็แล้ว แต่ก็ไม่ดีขึ้น วันนั้น 19 ธันวา ปี 57 ผมไปรับลูกสาวที่โรงเรียน ก็เริ่มเจ็บหน้าอก ก็คิดว่าคงออกกำลังกายน้อยไปหน่อย หรืออาจปวดหลังจนลาม ตอนขับรถก็หาย ไม่มีอาการ แต่ถึงบ้านก็เป็นอีก ก็เลยกินยานอน เดาเองว่ากล้ามเนื้ออักเสบ ตื่นมาอีกทีตอน 3 ทุ่มก็ดีขึ้น ตอนนั้นภรรยาถามว่าไปหาหมอไหม ผมก็บอกว่าไม่เป็นไร แต่สักพักก็เริ่มเจ็บตรงบ่าเหมือนมีอะไรแหลมๆ มาจิกกระชาก เจ็บจนต้องนอนนิ่งพิงหัวเตียง พอ 5 ทุ่มก็เลยไปโรงพยาบาล ระหว่างทางทรมานมาก ทุกวันนี้หลบรถพยาบาลตลอด เราเข้าใจความรู้สึกว่าคนที่อยู่ในรถเขาคงทรมาน จะตายเมื่อไรไม่รู้

“พอไปถึงโรงพยาบาลหมอก็ฉีดยาให้ แต่ยังให้เรานอนดูอาการอยู่ สักพักจู่ๆ ก็มีหมอมากันเป็นทีมเหมือนในหนังเลย มาหยอดยาใต้ลิ้น หมอบอกว่า หัวใจส่วนล่างขาดเลือด 100% ซึ่งตอนนี้ไม่ขยับแล้ว ต้องรักษาด่วน สรุปคือกล้ามเนื้อหัวใจส่วนล่างตาย แต่ก็รักษาได้ เท่านั้นไม่พอ ปุ๊บปั๊บรับโชคมาก ตรวจพบอีก 2 เส้นตรงขั้วหัวใจเลย ตีบ 90% ซึ่งตรงจุดนี้อันตรายมาก หัวใจสามารถหยุดเต้นได้ทันที

“เราทำบายพาสไม่ได้ เพราะกินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ ห้ามผ่าตัด ต้องทำบอลลูน แต่ตำแหน่งนั้นมันเสี่ยงมาก ซึ่งค่ารักษาขายบ้าน 10 ครั้งก็ยังไม่พอ เลยปรึกษาลูกพี่ลูกน้อง เขาก็แนะนำว่าให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลที่เราทำประกันสังคมอยู่ เขาก็เช็คให้ ปรากฏว่าโรงพยาบาลนั้นคือ โรงพยาบาลเลิดสิน ซึ่งสมัยนั้นมีกฎว่าจะไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ หากรักษาที่โรงพยาบาลอื่น แต่พอช่วงบ่ายก็ได้ข่าวกลับมาว่า โรงพยาบาลเลิดสินตกลงยอมดูแลค่ารักษาให้ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ผมติดต่อไปจนถึงวันที่ออกโรงพยาบาล แล้วที่นี่คือโรงพยาบาลแห่งแรกที่ผมไปสอนเด็กๆ ผมพูดเลยว่า เด็กๆ หนูมาช่วยครูแล้วใช่ไหม ผมเคยทำทั้งชั่วและดีนะ แล้วก็ได้ผลทั้งชั่วและดี เพราะฉะนั้นทำความดีเถอะ มันไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องหลอกลวง มันเห็นผลจริงๆ”

 

ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะพระองค์ทรงเป็นแบบอย่าง

ถามครูนัทว่าเคยท้อไหม และอะไรทำให้ครูนัททำเพื่อเด็กๆ มาได้จนถึงทุกวันนี้ คำตอบที่ได้ไม่ทำให้เราแปลกใจเลย แต่กลับรู้สึกตื้นตันมากกว่า

“ผมรักในหลวง เพราะผมเห็นสิ่งที่พระองค์ทรงทำ พ่อไม่ได้มาบอกว่าต้องรักนะ แต่เราเห็นด้วยตาของเราเอง เพราะฉะนั้นถ้ามีคนมาถามว่าท้อไหม ผมจะคิดถึงเรื่องพระมหาชนก การทำให้เด็กพิเศษ มันเหมือนกับการว่ายน้ำที่มองไม่เห็นฝั่ง เราไม่รู้ว่าเมื่อไรคนจะยอมรับได้ ไม่รู้ว่าเมื่อไรการศึกษาหรือสังคมจะเอื้อให้เด็กพิเศษ เราแค่ทำต่อไป ว่ายน้ำต่อไป

“ถามว่าบ้าหรือเปล่า อยู่แกรมมี่ดีๆ เงินเยอะๆ แล้วมาทำแบบนี้ ภรรยาก็ลาออกมา ไม่มีเงิน แถมมีหนี้ด้วย แต่มันต้องทำ ยิ่งโรงเรียนที่กำลังทำมันเป็นความฝัน ตอนออกจากโรงพยาบาล ผมรู้สึกว่าต้องทำละ ไม่รู้หรอกว่าจะเหลือเวลาอยู่เท่าไร ตอนนี้เขาให้เวลาผมกลับมา ยังไงก็ต้องทำให้สำเร็จ โรงเรียนนี้เกิดขึ้นได้เพราะคนหลายๆ คนมาช่วย ลำพังตัวคนเดียวคงทำไม่ได้ หากทำสำเร็จ ตายเมื่อไรก็มีคนสานต่อ”

ทำด้วยความรู้สึกของคนเป็นพ่อ

“ผมอยากให้เด็กๆ มีความสุขเหมือนลูกของผม ผมอยากแบ่งปัน ผมทำในฐานะผู้เป็นออทิสซึ่ม ไม่ใช่ผู้ป่วย วันนี้ ชนะ เสวิกุล มีคนรู้จัก ถ้าคุณยกเว้นผมได้ คุณก็น่าจะยกเว้นคนที่เป็นได้ทั้งหมด มันพิสูจน์ได้ว่า ในเมื่อผมมีอาการ แต่ผมทำได้ทุกอย่าง เด็กๆ เหล่านั้นก็ทำได้เช่นกัน ผมพูดได้อย่างภูมิใจ ว่านี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมหายท้อ

“อีกเหตุผลหนึ่งคือ ผมนึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 วันที่ไม่มีใครอยากให้เกิดเมื่อปีที่แล้ว เช้าวันที่ 14 ตั้งสติได้ ผมก็ถอดริสต์แบนด์ที่ใส่อยู่วางไว้หน้าพระบรมรูป แล้วอธิษฐานถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ผมจะทำเรื่องเด็กไปให้จบ จะทำให้ได้ ถึงผมจะเคยทำมาแต่ไม่เคยจริงจังเท่านี้ เมื่อถวายสัตย์ไปแล้ว ไม่เลิกแน่นอน เพราะฉะนั้นเวลาท้อ ผมจะนึกถึงพระองค์ว่าทรงทำมามากกว่านี้ ทำยิ่งกว่านี้ ไอ้ที่เราทำอยู่มันสิวๆ แค่นี้บอกว่าเหนื่อยแล้วเหรอ ท้อแล้วเหรอ ก็เลยมีแรงฮึดสู้ต่อ ตื่นขึ้นมาก็สู้ต่อ เดี๋ยวมันก็มีทางไปต่อได้เอง”

เช้าวันที่ 14 ตั้งสติได้ ผมก็ถอดริสต์แบนด์ที่ใส่อยู่วางไว้หน้าพระบรมรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้วอธิษฐานถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ผมจะทำเรื่องเด็กไปให้จบ จะทำให้ได้ ถึงผมจะเคยทำมาแต่ไม่เคยจริงจังเท่านี้

“ครูธรรมดา” ของเด็กพิเศษ

“ผมใช้ชื่อว่า ครูธรรมดา เพราะหนึ่ง หากวันไหนก็ตามที่เด็กพิเศษทำอะไรแล้วกลายเป็นเรื่องธรรมดา ผมจะมีความสุข ผมอยากเห็นวันนั้น สอง การทำดี เมื่อไรก็ตามที่การทำดีเป็นเรื่องธรรมดา ผมก็จะมีความสุข ทุกวันนี้เวลาใครทำความดี ดีใจกันใหญ่ แสดงว่าเราดีใจกับสิ่งที่หายาก ถูกไหม ผมถึงได้เป็นครูพีอาร์ คือทำดีเอาหน้า ทำดีอะไรก็ตามก็จะมาโพสต์ มีคนถามว่า อย่างนี้ไม่ขัดกับพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 เหรอ ที่ให้ปิดทองหลังพระ ผมไม่ได้ทำเพราะคิดว่าเท่ แต่เพื่อให้ลูกศิษย์เห็นว่า เห็นไหม ครูนัทยังทำเลย เด็กๆ ก็อยากทำตาม พอเด็กทำคนอื่นก็อยากทำบ้าง ทำไปเถอะความดี ความฝันในอนาคตของผมคือให้โลกนี้มันธรรมดาสำหรับการทำความดี แล้วเด็กพิเศษก็ไม่ใช้คำว่าพิเศษแล้ว เพราะเขากลายเป็นเด็กธรรมดาไปหมดแล้ว”

 

Photo: ฐานิธ จันทร์สว่าง

ขอบคุณสถานที่: Bangkok Marriott Hotel Sukhumvit


ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ พ่อผู้เป็นแรงบันดาลใจ ได้ตลอดเดือนตุลาคมนี้ ที่เว็บไซต์ Mumraisinเพื่อส่งผ่านแรงบันดาลใจจากคุณพ่อคนหนึ่งไปถึงคุณพ่อคุณแม่ของลูกๆ ทุกคนค่ะ

 

 

 

Share
This Article

Related Article

13 June 2017

ปั้นตัวเล็ก ให้เป็นเด็กสาย EARTH

ปัญหาภาวะโลกร้อน และภัยธรรมชาติต่างๆ เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ถ้าอยากให้โลกน่าอยู่ เรามาช่วยกันปลูกจิตสำนึกให้เจ้าตัวเล็ก”รักษ์” โลกกันดีกว่า กับ 3 แนวคิดง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้

02 August 2017

4 กิจกรรม ลูกหนุกหนาน แม่ก็ได้พักบ้างไรบ้าง

หลังจากเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าหัวฟูทั้งวัน กำลังจะได้เอนหลังสักหน่อย เจ้าตัวน้อยก็มาชวนเล่นอีกแล้ว มัมเรซิ่นไม่อยากให้คุณแม่กลายเป็นซอมบี้ไปเสียก่อย เลยเอาไอเดียชวนลูกเล่นที่ลูกก็สนุก แม่ก็ได้พักด้วยมาฝากค่ะ

04 November 2017

“5 สเต็ป รับมือลูกวีนเหวี่ยงในที่สาธารณะ”

ไม่อยากสติแตก เมื่อลูกเหวี่ยงวีนในที่สาธารณะ ต้องอ่าน (แชร์ด้วยยิ่งเลิฟ)