04 November 17

“5 สเต็ป รับมือลูกวีนเหวี่ยงในที่สาธารณะ”

พาลูกรักไปกินข้าว ร่วมงานสังสรรค์ พบปะญาติพี่น้องนอกบ้าน บางครั้งก็ได้อารมณ์เหมือนพา “ก้อนเมฆใสๆ” ไปเดินเล่น แล้วคาดเดาไม่ได้ว่าจะกลายเป็น “เมฆฝน” สาดกระหน่ำอารมณ์ใส่สิ่งแวดล้อมเมื่อไหร่ ขนาดวงการภาพยนตร์ยังย้ำเลยว่า “4 สิ่งพึงระวัง” คือ สัตว์ เด็ก เอฟเฟค สะลิง! งานนี้ “เด็ก” ติดโผได้อย่างเต็มภาคภูมิ ก็เพราะมีอารมณ์ที่ยากจะคาดเดาจริงๆ นั่นแหละ

‘ขุ่นแม่ต่างดาว’ เข้าใจความกดดันของพ่อแม่เป็นอย่างดี หากเจอเหตุการณ์ขยี้อารมณ์เช่นนี้เมื่อไหร่ ลองสลายพลังลบ เพิ่มอารมณ์บวก ด้วย “5 สเต็ป รับมือลูกวีนเหวี่ยงในที่สาธารณะ” ค่อยๆ ฝึกดู แล้วฟ้าหลังฝน จะบรรเจิดงดงาม

Step 1: เข้าใจคนรอบข้าง

Patty Wipfler ผู้ก่อตั้งสถาบัน Parents Leadership Institute เปิดมุมมองที่น่าฉุกคิดว่า เราอยู่ในสังคม ซึ่งไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้แสดงอารมณ์เลย …“Often, the attitude toward children in public is that they should be seen and not heard, that the parent should be in control of the child’s behavior, and that children who are having tantrums in public are a nuisance.” สรุปคือ… ถ้า “เด็ก” อยู่ในที่สาธารณะเหมือนไม่มีตัวตน คือ “ภาพรับได้” แต่ทันทีที่ “เริ่มส่งเสียงไม่น่าฟังและทำกิริยาไม่น่ามอง” ก็จะกลายเป็น “ภาพระคายตา” และพ่อแม่ต้องรีบจัดการให้ไว! (เฮ้อ..ออ)

นี่คือ ความจริงแสนเศร้าที่พ่อแม่ต้องยอมรับให้ได้ก่อน ดังนั้นเมื่อลูกเราวีนเหวี่ยง ก็อย่าได้หวังลมๆ แล้งๆ ให้ผู้คนรอบข้างส่งยิ้มหวานมาให้ หรือขอให้คนอื่นเข้าใจ เพราะแค่สายตาพิฆาตที่ส่งมาน่ะ เรียกว่าน้อยแล้ว! หากยอมรับได้เมื่อไหร่ ก็จะรู้สึกกดดันน้อยลง และสามารถเดินหน้าไปสเต็ปสองได้อย่างชิลๆ

Step 2: มองลูกด้วยความเข้าใจ

‘ขุ่นแม่ต่างดาว’ ไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กอาละวาดตามอำเภอใจนะ แต่อยากให้พ่อแม่มองอาการ “อาละวาด” ด้วยมุมมองที่ “เข้าใจลูก”…  เด็กอาละวาดเพราะ “ต้องการระบายความอึดอัดใจ” ไม่ใช่ “ต้องการหาเรื่องให้ทุกคนขุ่นมัว”

มุมมองที่เข้าใจลูก จะทำให้เราเปลี่ยนความรู้สึกหงุดหงิด และ “ต้องการสยบอาการโวยวายของลูก” มาเป็น สูดหายใจลึกๆ ได้เยือกเย็น และ “อยากหาวิธีช่วยลูกลดความอึดอัดใจ” เช่นนี้แล้วอาการดิ้นเร่าๆ และพูดไม่รู้เรื่องของลูก จะกระตุ้นให้เราหัวเสียได้ยากขึ้น และก้าวต่อไปยังสเต็ปสามอย่างมีสติ

 

Step 3: ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ

หลังปรับใจตามสเต็ปหนึ่งและสองได้แล้ว เราจะรับมือด้วย “ท่าทีสงบสุขุม” ง่ายขึ้น… แทนที่จะเลือกวิธีเพิกเฉย หรือ ถามด้วยความหงุดหงิดว่า “จะเอาอะไร!” ​เพราะการถามแบบนี้ ทำให้เราเหลือสองทางเลือกเท่านั้นคือ หนึ่ง: ให้สิ่งที่เขาร้องขอเพื่อสยบอาการอาละวาด หรือ สอง: ไม่ให้ เพราะไม่อยากตามใจ ซึ่งมีแต่เพิ่มอาการอาละวาดให้หนักข้อขึ้น

ลองเปลี่ยนมาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบดีกว่า เช่น “ไม่สบายใจอะไร” เพื่อเปิดโอกาสให้ลูก “พูดถึงความไม่พอใจที่มี” โดยไม่จำเป็นต้อง “ให้สิ่งที่ลูกวีนขอ”…  ถ้ายังโวยวายพูดไม่รู้เรื่อง ก็บอกให้ “พูดดีๆ ช้าๆ รอฟังอยู่” ลูกจะค่อยๆ เรียนรู้เองว่า ถ้าโวยวาย ก็ไม่มีใครฟังออก ท่าทีที่สงบนิ่งของพ่อแม่ (แต่ข้างในกำลังเอาน้ำแข็งก้อนยักษ์ประคบใจอยู่!) จะช่วยให้เขาลดอาการวีนได้เร็วขึ้น เพราะความวีนไม่มีผลอะไรนอกจากเจ็บคอ (ฮ่าๆๆ)

Step 4: ช่วยกันหาทางออก

เมื่อลูกบอกแล้วว่า ไม่สบายใจเรื่องอะไร เราก็ต้อง “รับฟังจริงๆ” เพื่อช่วยกันหาทางออกให้ทุกคนสบายใจขึ้น  บางครั้งเราอาจไม่สามารถให้ในสิ่งที่ลูกขอทั้งหมด แต่ก็ควรให้ “ทางเลือก” ซึ่งก็ช่วยให้เขาคลายความอึดอัดใจให้น้อยลงได้ เช่น สมุนของ ‘ขุ่นแม่ต่างดาว’ รู้สึกเบื่อที่ต้องนั่งกินข้าวในงานเลี้ยงนานกว่าสามชั่วโมง เมื่อเดินมาบ่น เราก็รับฟัง และให้ทางเลือก เช่น ไปเดินเล่นในสวนของโรงแรม หรือ นั่งเล่นในมุมที่เขาชอบ การให้ทางเลือก ทำให้ลูกไม่จำเป็นต้องเผชิญความอึดอัดจนถึงขีดจำกัด และระบายออกมาเป็นอาการอาละวาด

Step 5: มุมสงบ สยบอารมณ์

ถ้าทำได้ ควรพาลูกออกจากที่เกิดเหตุ หามุมสงบคุยกัน เพื่อให้เราและลูกรู้สึกกดดันน้อยลง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจำเป็นต้องเคลียร์อาการอาละวาดของลูกในที่เกิดเหตุ ก็จงทำไปให้ดีสุดเท่าที่ทำได้ รับสายตาค้อนเคืองของคนรอบข้างด้วยความเข้าใจ และกล่าวคำแคปชั่นสำหรับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ด้วยท่าทีสุภาพ เช่น “ขอโทษด้วยนะคะ วันนี้ลูกทำตัวไม่เรียบร้อยเลย” จบ.  ยอมรับตรงๆ กันไปเลย สังคมก็พร้อมให้อภัย  ไม่จำเป็นต้องให้เหตุผลอื่น เพราะสิ่งเดียวที่คนรอบข้างต้องการจากพ่อแม่และเด็ก ไม่ใช่ “คำอธิบาย”    แต่เป็น  “ความสงบ”… ถ้าเราให้ไม่ได้ ก็เพียงกล่าวคำขอโทษ และปลีกตัวออกจากบริเวณนั้น เพื่อสันติสุขของทุกคน รวมทั้งตัวเราเอง…

อาการอาละวาด มาแล้วก็ไป ไม่มีเด็กคนไหนสามารถอาละวาดได้นานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง (หุๆๆ) ทุกครั้งที่ต้องรับมือ  จงให้กำลังใจตัวเองว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”  และ ฟ้าหลังฝน จะงดงามเสมอ…

Share
This Article

Related Article

21 July 2017

พาลูกเที่ยวย้อนอดีตที่ “ย่านบางลำพู”

บัตรเครดิต KTC ชวนแม่มัมฯ ไปเดินสายสำรวจย่านบางลำพู ที่สนุกครบรสและเปี่ยมล้นด้วยเรื่องราวในประวัติศาสตร์ จนต้องมาเรคคอมเมนต์ต่อ บ้านไหนชอบเที่ยวนี่ต้องเก็บเป็นลิสต์ไว้เลย เพราะไม่ต้องไปไหนใกล้ แต่มีดีได้ครบ สนุกกันได้ทั้งครอบครัวแน่นอน

10 July 2017

ไข้ซิก้า ฆ่าไม่ตายแต่ต้องไม่ให้ใกล้ตัว(แม่ท้อง)

ประเทศไทยพบการระบาดของเชื้อไวรัสซิก้าอีกครั้ง ว่าแต่ทำไมแม่ท้องต่างกลัวไข้ซิก้า ตามไปอ่านด่วนค่ะ

09 August 2017

9 สัญญาณบอก ฟันหนูกำลังจะขึ้น

ฟันขึ้น อีกหนึ่งพัฒนาการทางร่างกายที่สำคัญของลูก ลูกอาจต้องเจอกับอาการกวนใจต่างๆ ที่ทำให้หงุดหงิดงอแงได้ และนี่คือ 9 สัญญาณที่บอกคุณแม่ว่า ฟันหนูกำลังจะมาแล้ว