11 May 18

Meet the Doctor รับมือ 6 โรคฮิตช่วงเปิดเทอม

ช่วงนี้ใกล้เปิดเทอมแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องวิ่งวุ่นหลายๆ อย่าง เพื่อเตรียมให้ลูกน้อยไปโรงเรียน โดยเฉพาะถ้าลูกเพิ่งเริ่มเข้าเรียนปีแรกด้วย คุณพ่อคุณแม่คงตื่นเต้นไม่น้อยไปกว่าลูกเลย เผลอๆ อาจมากกว่าลูกด้วย ที่สำคัญคือ อยากให้คุณพ่อคุณแม่เตรียมรับมือกับ  โรคฮิตช่วงเปิดเทอม ที่มักเกิดกับเด็กๆ ในช่วงเวลานี้ ซึ่งป้าหมอรวบรวมมาให้แล้ว พร้อมวิธีการสังเกตและรับมือค่ะ

 

ช่วงอายุที่ลูกควรเริ่มเข้าเรียนควรประมาณ 3 ขวบขึ้นไป เพราะเด็กจะมีความพร้อมในการเข้ากลุ่มเรียนรู้การทำกิจกรรมต่างๆได้ สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดีพอสมควร และสื่อสารเรื่องราวกับผู้อื่นได้รู้เรื่องแล้ว แนวความคิดที่ส่งลูกเข้าโรงเรียนเร็วๆ โดยคาดหวังว่าลูกจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากครูและโรงเรียน เพื่อให้มีพัฒนาการที่ก้าวหน้ามากๆ อาจแฝงไปด้วยปัญหาบางอย่าง เช่น การเจ็บป่วยไม่สบาย กลายเป็นบั่นทอนสุขภาพของลูกไป

เด็กเล็กๆ เมื่อมาอยู่รวมกัน ภูมิต้านทานร่างกายยังไม่แข็งแรงมากนัก และยังไม่รู้จักป้องกันตนเองจากการติดเชื้อจากผู้อื่น อีกทั้งการดูแลสุขลักษณะ/ความสะอาดก็ยังไม่ดีพอ จึงทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ไม่สบายได้ง่าย นี่ยังไม่นับรวมเรื่องการต้องปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ๆ การเหนื่อยล้าจากการเดินทางและอาจพักผ่อนไม่เพียงพอ เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความแข็งแรงและภูมิต้านทานของร่างกายลูกทั้งนั้น

ช่วงเวลาเปิดเทอมส่วนใหญ่มักจะเป็นช่วงต่อระหว่างฤดูร้อนกับฤดูฝน และบ้านเราเป็นเมืองร้อนชื้น ยิ่งในยุคปัจจุบันด้วยแล้ว สภาพภูมิอากาศมีความแปรปรวนอยู่บ่อยๆ บางวันมีทั้ง 3 ฤดูในวันเดียวกันก็มี เด็กเล็กๆ วัยอนุบาลจึงมีอัตราการป่วยด้วยโรคติดเชื้อได้ง่าย โรคบางโรคในตำราเขียนไว้ว่ามักจะพบในฤดูร้อน บางโรคมักระบาดในฤดูฝน และหลายโรคที่พบในฤดูหนาว แต่ทุกวันนี้ที่สภาวะโลกเปลี่ยนแปลงไป จะพบว่าโรคหลายๆ โรค พบได้ตลอดทั้งปี และมีการระบาดเป็นระยะๆ ปีละหลายๆ รอบ ไม่เหมือนที่ตำราได้บอกไว้เลย ดังนั้น ป้าหมอจึงอยากแนะนำว่า โรคที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบเบื้องต้นว่ามักเกิดในเด็กเล็กวัยอนุบาลนั้นมีอะไรบ้าง

 

กลุ่มโรคหวัด มีได้ตั้งแต่หวัดธรรมดา หวัดลงคอ หวัดขึ้นหู (หวัดและมีหูชั้นกลางอักเสบ) หวัดลงหลอดลม (หลอดลมอักเสบ) จนถึงหวัดลงปอด (ปอดอักเสบ) ซึ่งเชื้อโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไวรัสหรือแบคทีเรียสามารถทำให้เกิดโรคหวัดต่างๆเหล่านี้ได้เกือบทุกชนิด อาการมีได้ตั้งแต่จาม มีน้ำมูกไหล คัดจมูกหายใจไม่ออก นอนกรน มีไข้ ไอมีเสมหะ เจ็บคอ เจ็บหู/ร้องกวน หายใจเหนื่อยหอบ กลุ่มโรคนี้เป็นกลุ่มยอดฮิตของเด็กวัยอนุบาลป่วยบ่อยจนคุณพ่อคุณแม่กังวลใจว่าลูกต้องกินยาบ่อยๆ ขาดโรงเรียนประจำ และน้ำหนักไม่ขึ้นเอาเลย บางรายถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล บางรายก็มีโรคแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบ ต้องรักษากันเป็นเดือนๆ กว่าจะหายขาด

 โรคไข้หวัดใหญ่ นี่ก็เป็นโรคยอดฮิตติดอันดับที่มีการระบาดเป็นระยะๆ ตลอดทั้งปี (ตำราเขียนว่ามักพบระบาดในฤดูฝน) แม้จะฉีดวัคซีนป้องกันไว้ทุกปีแล้วก็ตาม มีทั้งสายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B บางช่วงก็จัดหนักมีแบบสายพันธุ์ใหม่มาให้ได้ตื่นตระหนกกันไป แต่ยังถือว่าโชคดีที่เดี๋ยวนี้มีการตรวจหาเชื้อแบบที่ได้ผลรวดเร็วและแม่นยำ และมียาที่ช่วยรักษาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพดีมากๆ จึงทำให้ลดอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบได้

โรคหลอดลมอักเสบจากเชื้อ RSV ในช่วง 5-6 ปีมานี้ เชื้อไวรัสตัวนี้มาแรงแทบทุกปี เด็กๆ ป่วยกันระนาวเป็นระลอกๆ จากเชื้อไวรัสตัวนี้ อาการมักมีไข้สูง มีน้ำมูกเยอะ ไอมีเสมหะมาก และมักเกิดหลอดลมอักเสบ/ปอดอักเสบเสมอๆ ไอมากจนเหนื่อยหอบ หลายรายต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลหลายวัน กว่าจะฟื้นร่างกายก็เป็นสัปดาห์ และเมื่อหายจากโรคแล้ว ยังมีผลข้างเคียงทำให้ระบบทางเดินหายใจมีความไวเสี่ยงต่อการติดเชื้อหวัด ตัวอื่นได้ง่ายขึ้น

โรคมือเท้าปาก (Hand Foot Mouth disease/ Herpangina) โรคนี้เกิดได้จากไวรัสหลายชนิด มีทั้งสายพันธุ์ที่ไม่รุนแรงและมีบางสายพันธุ์ที่ก่อโรคได้รุนแรง (สายพันธุ์ที่ก่อโรครุนแรง ชื่อ Enterovirus 71) ดังนั้น จึงพบมีการระบาดบ่อยๆ ปีหนึ่งระบาดได้หลายรอบ ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อน ฝน หรือหนาว (ตำราบอกว่ามักพบระบาดช่วงปลายฝนต้นหนาว) อาการคือมีไข้สูง มีแผลพุพองเหมือนแผลร้อนในขึ้นในคอและเยื่อบุปาก อาจมีตุ่มผื่นขึ้นตามตัวและฝ่ามือ/ฝ่าเท้าร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ เด็กจะเจ็บแผลในปากมาก ทำให้รับประทานอาหารไม่ได้ อ่อนเพลียมาก มีอาการขาดน้ำขาดพลังงานได้ คนหนึ่งเป็นโรคนี้ได้หลายรอบเพราะเกิดจากเชื้อคนละตัวกันและไม่มีภูมิที่ป้องกันต่อเชื้อที่ต่างชนิดกัน

โรคท้องเสียจากเชื้อไวรัส ที่พบบ่อยในช่วง 2-3 ปีมานี้ มีเชื้อที่เป็นตัวก่อเหตุอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ Rota virus และ Noro virus ซึ่ง Rota virus จะมีวัคซีนป้องกัน เป็นวัคซีนแบบหยอดปาก ต้องได้ตั้งแต่วัยทารก 2-6 เดือนเท่านั้น อาการของโรคไวรัสโรต้าจะรุนแรงกว่าโนโรไวรัส ทำให้เกิดไข้สูง อาเจียนและท้องเสียมากจนช้อคได้ มักต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลโดยการให้น้ำเกลือชดเชยสารน้ำ ป้องกันไม่ให้ร่างกายสูญเสียน้ำจนช็อก ไม่มียารักษาเฉพาะโรค ถึงแม้จะได้รับวัคซีนแล้วก็ยังอาจติดและป่วยเป็นโรคได้ แต่อาการจะไม่รุนแรงมาก ส่วนโนโรไวรัสไม่มีวัคซีนป้องกัน อาการจะเบากว่าเชื้อโรต้าไวรัส

โรคไข้เลือดออก มีพบระบาดเป็นบางช่วงบางปี มักพบในฤดูฝน เกิดจากการถูกยุงลายที่มีเชื้อไวรัสกัด มี 4 สายพันธุ์ (1-4) มีอาการไข้สูง เพลีย รับประทานอาหารไม่ได้ ปวดท้อง มีเลือดออกในอวัยวะต่างๆ ได้ ถ้าเป็นครั้งที่ 2 อาจช็อกรุนแรงและเสียชีวิตได้ ปัจจุบันเริ่มมีวัคซีนออกมาป้องกันแต่แนะนำให้ฉีดในคนที่มีประวัติเคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน และต้องฉีดในเด็กที่อายุเกิน 9 ปีขึ้นไปเท่านั้น

 

นอกจากนี้ จะเป็นโรคที่พบได้ทั่วๆ ไป เช่นคออักเสบ ผื่นแพ้ แมลงสัตว์กัดต่อย อาหารเป็นพิษ รวมถึงอุบัติเหตุต่างๆ อย่างไรก็ตามเด็กๆมักจะแข็งแรงขึ้นตามลำดับ ร่างกายเด็กจะมีภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆมากขึ้น และจะป่วยน้อยลงเมื่ออายุ 5-6 ขวบ ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ควรดูแลโภชนาการของลูกน้อยให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน มีการออกกำลังกายที่เหมาะสมและพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะทำให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรงต่อสู้กับการเจ็บป่วยและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วค่ะ

 

 

Share
This Article

Related Article

16 February 2018

Happy Together ช่วงเวลาต้องมนต์ของเราสามคน

Happy Together แพ็คเกจถ่ายภาพสุดยอดเมคโอเวอร์ครั้งยิ่งใหญ่ของคุณแม่กับเบบี๋ในครรภ์พร้อมคุณพ่อ โดยช่างภาพแฟชั่นคนดังที่ถ่ายปกและถ่ายแฟชั่นให้กับนิตยสาร

03 September 2017

Kids Collections

5 แบรนด์เสื้อผ้าเด็ก เด็ด ดัง คุณลูกใส่สวยปัง หล่อกรี๊ด

03 October 2017

#พ่อหล่อบอกต่อ #พ่อกับลูกน่ารักยิ่งต้องบอกต่อ

ส่องไอจีโมเม้นท์น่ารักของ #พ่อหล่อบอกต่อ