18 September 17

คือเสียงร่ำไห้ในวันแห่งการฉลอง เมื่อ “น้ำคร่ำอุดกั้นปอด” คร่าชีวิตเธอ

หมอหวิว ชัญวลี ศรีสุโข สูติแพทย์คนเก่งของมัมเรซิ่น ถ่ายทอดอีกหนึ่งประสบการณ์จริงของการสูญเสียคนไข้ไปด้วย “ภาวะน้ำคร่ำอุดกั้นปอด” ที่แม้จะเกิดขึ้นนานแล้ว แต่ยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ และหวังให้เป็นเคสเรียนรู้สำหรับแม่ท้องและครอบครัวทุกคน

บทเรียนจากเรื่องจริง!

ภาวะน้ำคร่ำอุดกั้นปอด (Amniotic fluid embolism) เป็นฝันร้ายที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น ด้วยเป็นภาวะที่ไม่สามารถทำนายได้ว่าจะเกิดกับแม่คนใด เมื่อไหร่ และไม่สามารถจะป้องกันการเกิดได้แม้แต่น้อย โชคดีอย่างเดียวคือโอกาสเกิดน้อยมาก คือ 1-12 รายต่อการคลอด 100,000 ครั้ง

ภาวะนี้มีอาการสำคัญ คือ 3 ล้มเหลว” ที่เกิดจากน้ำคร่ำถูกดันเข้าเส้นเลือดไปอุดกั้นปอด ตามมาด้วยปฏิกิริยาของการแพ้ ช็อกจากแรงดันในปอดสูง ทำให้

  1. หัวใจล้มเหลว
  2. การหายใจล้มเหลว และ
  3. การไหลเวียนโลหิตล้มเหลว (อันเกิดจากการที่เลือดไม่แข็งตัว)

ฉันเจอคุณแม่ที่เกิดภาวะน้ำคร่ำอุดกั้นปอดต่อหน้าต่อตา 1 ราย ในปีพ.ศ. 2530 หลังจากนั้นเป็นคนไข้ที่เกิดที่โรงพยาบาลอื่น ที่ฉันไปร่วมประชุม อภิปรายความรู้ทางวิชาการ เมื่อมีแม่ตายเกิดขึ้น

มันเป็นคืนของวันที่ 31 ธันวาคม ที่ฉันอยู่เวร

คืนนั้นมีคนไข้รอคลอดอยู่สองคน สมมุติชื่อคุณเอกับคุณบี เป็นการตั้งท้องที่ 1 ทั้งคู่ ทั้งสองคนอายุ 32 ปี ปากมดลูกของคุณเอเปิด 8 เซนติเมตรใกล้คลอด ในขณะของคุณบีเปิดแค่ 5 เซนติเมตร แต่เจ็บปวดคลอดรุนแรงกว่า พยาบาลจึงย้ายคนไข้เข้าห้องคลอดพร้อมๆ กัน

ห้าทุ่ม ปากมดลูกของคุณเอเปิดหมดคือ 10 เซนติเมตร ของคุณบีเปิดเร็วมาก คือ 9 เซนติเมตร

เมื่อปากมดลูกคุณเอเปิดหมด ฉันและพยาบาล ช่วยกันเชียร์เบ่งคลอดให้คุณเอ โดยมีคุณบี นอนร้องปวดเป็นพักๆ ที่เตียงคลอดใกล้กัน

คุณเอยังไม่คลอด ฉับพลันคุณบีร้อง “อึ๊ด” เสียงดังลั่น แต่แรกนึกว่าคุณบีเบ่งคลอด เมื่อเขม้นมอง เห็นคุณบีเกร็ง แอ่นลำตัว แขนขากระตุก ฉันใจหายวาบ “คนไข้ชัก!” ฉันร้องเสียงดัง รีบตะแคงหน้าคุณบี เพื่อไม่ให้เธอสำลัก เห็นชัดว่าหน้าเธอคล้ำเขียว ฉันรีบให้ออกซิเจน พยาบาลรายงานว่าวัดความดันโลหิตไม่ได้ ออกซิเจนในเลือดตอนนี้มีแค่ร้อยละ 60 “เตรียมใส่ท่อหายใจ ฟังหัวใจเด็ก ตามแพทย์ห้องฉุกเฉินมาช่วย ให้คนงานตามญาติคนไข้มาด้วย” ฉันบอกพี่พยาบาลเสียงรัว “หมอ หัวใจเด็กเต้น 80 ครั้งต่อนาทีค่ะ”  พี่พยาบาลเสียงเครียดขณะฉันใจเต้นแรงราวจะหลุดออกจากทรวง

“พี่ คนไข้เป็นอะไร” เสียงดังขึ้นใกล้ตัว เหมือนเสียงสวรรค์มาโปรด หมอเป้ แพทย์เวรฉุกเฉินเสื้อกาวน์เปียกเหงื่อไปหมด เห็นชัดว่าเขาวิ่งมาอย่างเร็วเพื่อมาช่วย ตามข้อตกลงว่า หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินวิกฤตเกิดขึ้นในตึกผู้ป่วย หากแพทย์เวรรับมือไม่ไหว ให้ตามแพทย์ห้องฉุกเฉินมาช่วย “แม่ชัก และช็อก ลูกก็ไม่ค่อยดี หัวใจเต้นช้า พี่กำลังจะทำคลอดลูก หมอช่วยใส่ท่อหายใจให้แม่ด้วย” ฉันบอก

เหมือนไม่ใช่ชีวิตจริง เป็นเพียงภาพยนตร์ตัดต่อ เหตุการณ์เกิดเร็วมาก หมอเป้แพทย์ห้องฉุกเฉินใส่ท่อหายใจแม่ ฉันพยายามช่วยชีวิตลูกที่หัวใจกำลังจะหยุดเต้น โดยการใช้คีมดึงเอาเด็กออกมาจากโพรงมดลูกแม่ ทันทีที่เด็กคลอด เลือดแม่ทะลักทลายไหลราวทำนบพัง

ทีมอายุรแพทย์มาถึง รีบดูแลคนไข้ที่ไม่รู้สึกตัว แขนขาที่มีรอยเข็มแทงมีเลือดไหลริน ทั่วเนื้อทั่วตัวผุดจุดเลือดสีแดงกับจ้ำเลือดสีเขียว แม่อยู่ในภาวะเลือดไม่แข็งตัว หมอต่างสั่งการอย่างเร็วให้เลือด ให้เกล็ดเลือด ให้สารแข็งตัวของเลือด ยาเพิ่มความดันโลหิต  รู้อยู่ในใจว่า ภาวะนี้หากแก้ไม่ได้ เลือดแม่จะไหลหมดตัว

“เด็กเป็นไงมั่ง” ฉันร้องถามกุมารแพทย์ ตอนฉันทำคลอดทารกออกมา เจ้าตัวน้อยตัวซีด อ่อนแรงเต็มที แต่ยังมีหัวใจเต้น กุมารแพทย์ตอบ “กำลังปั๊มหัวใจ” หมอเป้เองก็ปีนขึ้นเตียงคลอด สองมือทับกัน ใช้ส้นมือปั๊มหัวใจแม่ พยาบาลบีบอากาศผ่านถุงอากาศ เข้าปอดแม่ เป็นจังหวะสอดคล้องกัน

สามีคุณบีที่เฝ้าดูการช่วยเหลือจากแพทย์พยาบาล เข้ามาดูอาการของภรรยาและลูก  เขาเข่าอ่อน ทรุดนั่งลงกับพื้น เอามือปิดหน้าตนเอง ญาติที่ตามเข้ามากอดกันร้องไห้สะอึกสะอื้น ขณะฉันอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

ตอนคุณบีคลอด เป็นเวลาเข้าสู่ศักราชใหม่ เสียงประทัด เสียงพลุจุดดังลั่นฟ้า เสียงผู้คนโห่เฮฮาอย่างดีใจที่ได้ฉลองปีใหม่ ไม่มีใครรู้ว่ากำลังมีเสียงร่ำไห้สุดรันทด ณ มุมหนึ่งมุมใดของโลกนี้

คนไข้รายนี้ เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของ “ภาวะน้ำคร่ำอุดกั้นปอด” คือ ไตวายเฉียบพลันในอีก 100 วันต่อมาที่ห้องไอซียูของโรงพยาบาล ส่วนลูกรอดชีวิตโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ

ภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ คือ การเจ็บครรภ์คลอดที่รุนแรง มารดาอายุมาก เคยผ่าคลอด คลอดทางช่องคลอดโดยใช้เครื่องมือช่วยคลอด มีการตกเลือดก่อนคลอดจากภาวะรกเกาะต่ำหรือรกลอกตัวก่อนกำหนด มีลูกมากกว่า 5 คน ปากมดลูกฉีกขาด หัวใจลูกเต้นช้า(Fetal distress) ครรภ์เป็นพิษ และการกระตุ้นการเจ็บครรภ์คลอดด้วยยา

ภาวะนี้ร้ายแรงมาก หากเป็นภาวะนี้ โอกาสแม่เสียชีวิต ร้อยละ 10-90 แม่ที่รอดชีวิตร้อยละ 85 รอดแบบสมองขาดออกซิเจน พิการ ช่วยตนเองไม่ได้ หรือนอนเป็นผัก

ส่วนลูก หากเกิดภาวะนี้ขณะลูกอยู่ในท้อง ลูกมีโอกาสเสียชีวิตร้อยละ 20-60 ลูกที่รอดชีวิตร้อยละ 50 สมองขาดออกซิเจน รอดแบบพิการ

วิธีป้องกัน ไม่มี ทราบแต่ภาวะเสี่ยง แนะนำว่าวิธีหลีกเลี่ยงภาวะนี้คือ ไม่ควรใช้ยากระตุ้นการเจ็บครรภ์คลอด และหากอายุมาก หรือมีลูกเกิน 5 คน ไม่จำเป็นไม่ควรมีลูกค่ะ

Share
This Article

Related Article

16 February 2018

Happy Together ช่วงเวลาต้องมนต์ของเราสามคน

Happy Together แพ็คเกจถ่ายภาพสุดยอดเมคโอเวอร์ครั้งยิ่งใหญ่ของคุณแม่กับเบบี๋ในครรภ์พร้อมคุณพ่อ โดยช่างภาพแฟชั่นคนดังที่ถ่ายปกและถ่ายแฟชั่นให้กับนิตยสาร

13 March 2018

สอนภาษามือ ง่ายๆ สบายใจทั้งแม่และลูก

เชือไหมคะว่าหากคุณแม่หมั่น สอนภาษามือ ให้กับลูกน้อยเป็นประจำ เขาจะสามารถบอกความต้องการหรือแสดงความรู้สึกผ่านมือน้อยๆให้คุณแม่รับรู้ได้

14 February 2018

ชวนลูกมา ปลูกผัก ขยับร่างกาย และขจัดอาการ “ลูกยี้ผัก”

ปัญหาชวนปวดหัวคือ เด็กเกลียดผัก กินข้าวยากมากขึ้น ต้องหาสารพัดวิธีแต่ก็ยังไม่ได้ผล ซึ่งจริงๆ แล้วมีวิธีง่ายและได้ผลนั่นก็คือ ชวนเจ้าตัวเล็ก ปลูกผัก ค่ะ