11 November 17

นิทาน กับการเลี้ยงลูกในแบบ “พัดชา ดิษยนันท์”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า นิทาน นั้น เป็นหนึ่งในสื่อการสอนที่ช่วยเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ให้เด็กๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะเหตุนี้ กว่าจะเป็นนิทานสักหนึ่งเรื่องจึงไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากเนื้อเรื่องที่สื่อความหมายแล้ว ภาพประกอบก็นับเป็นส่วนสำคัญไม่แพ้กัน Mumraisin จึงอยากชวยแม่มัมมาคุยกับ คุณโบ-พัดชา ดิษยนันท์ นักวาดภาพประกอบนิทานคนเก่ง ผู้เติมชีวิตและสีสันให้หนังสือนิทานสำหรับเด็ก

นอกจากนี้ คุณโบยังเป็นคุณแม่ของ น้องซัน ด.ช.ตะวัน และ น้องซี –ด.ช.ทะเล สว่างตระกูล วัย 2 ขวบครึ่ง และ 4 ขวบ ซึ่งมักจะอ่านนิทานให้ลูกฟังอยู่เสมอ อาจเรียกว่าใช้นิทานเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลลูกๆ ขณะเดียวกัน ลูกๆ เองก็เป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน รวมถึงเป็นต้นแบบของคาแรกเตอร์ของตัวละครในนิทานอีกด้วย

จุดเริ่มต้นของคนทำนิทาน

“เราเริ่มทำวาดภาพประกอบนิทานตั้งแต่จบจากคณะมัณฑนศิลป์ สาขาประยุกต์ศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยจุดเริ่มต้นมาจากการส่งธีสิสตัวจบ ซึ่งโบวาดเป็นรูปยีราฟ พูดถึงความสัมพันธ์ของแม่กับลูก ซึ่งสื่อถึงแม่กับตัวเรา ไปที่สำนักพิมพ์ Pass Education ที่ขณะนั้นกำลังหานักวาดภาพ ปรากฏว่าได้งานของที่นี่ งานแรกเป็นนิทานเรื่องนกขมิ้น ซึ่งเป็นนิทานกลอนดอกสร้อย มีทั้งหมด 8 เล่ม โดยชุดนี้ได้รับรางวัลภาพประกอบด้วย โบยังคงมีผลงานกับสำนักพิมพ์นี้จนถึงปัจจุบัน ก็ร่วมงานกับที่นี่และทำงานด้านนี้มาเกือบ 10 ปีแล้ว แม้ก่อนหน้านี้เราจะวาดภาพประกอบหลากหลายแนว แต่หลังจากมีลูกก็จะเน้นหนักมาทางหนังสือนิทานค่ะ”

กระบวนการคิด วิธีการทำงาน กว่าจะเป็นภาพวาดที่เด็กๆ หลงรัก

“ในช่วงที่เราเพิ่งเริ่มทำนิทาน ตอนนั้นยังไม่มีลูก พอได้โจทย์มาก็จะตีความแล้ววาดไปตามความรู้สึกของตัวเอง แต่หลังจากมีลูก เรารู้จักเด็กมากขึ้น มีโอกาสได้มาทำนิทานเด็ก จึงเริ่มสนใจ เริ่มศึกษา เริ่มที่จะอยากรู้ลึกไปกว่านี้ ว่านิทานสำหรับเด็กนั้นมีหลักการอย่างไรบ้าง เช่น เด็กเล็กจะชอบสีขาวดำ เพราะตาของวัยนี้จะมองเห็นแค่นั้น ถ้าโตขึ้นมาหน่อยจะชอบสีสัน เส้นที่ตัดกัน เป็นต้น เราก็จะนำหลักการตรงนี้มากำหนดแนวทางในการวาด เพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กและทำให้เด็กสนใจ

ส่วนตัวยอมรับว่าการทำหนังสือเด็กมีความละเอียดอ่อนมาก หลักๆ เราต้องดูที่ช่วงวัย แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีบ้างที่เด็กบางคนชอบที่จะดูภาพประกอบที่ค่อนข้างโต เราก็เลยไม่อยากจำกัดอายุของเด็ก ว่าอายุเท่านี้ต้องดูเฉพาะของวัยนี้ มันมีปะปนกันไป บางครั้งเมื่อเขาได้ดูงานศิลปะด้วย ได้ดูภาพประกอบของผู้ใหญ่ด้วย เขาอาจได้แง่คิด มุมมองที่เรารู้สึกว่าแปลกใหม่ก็ได้ สำหรับแรงบันดาลใจในการสร้างงานของเรา ส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวค่ะ โดยเฉพาะธรรมชาติที่แวดล้อมเราอยู่ รวมถึงลูกซึ่งให้ไอเดียเยอะเหมือนกัน ในแง่ของเรื่องที่ลูกสนใจหรือเราอยากให้ลูกเป็นแบบไหน ต้องการที่จะสอนอะไรให้เขา เราสามารถใช้นิทานเป็นสื่อเพื่อสอนในสิ่งที่เราอยากให้เขาเป็นได้”

นิทานสไตล์แม่โบ

“เน้นสีสันและลายเส้นที่ค่อนข้างฟรีสไตล์ มีลักษณะเฉพาะ หลักๆ เราจะวาดบนผ้าใบ เพราะอยากให้เด็กได้เห็นพื้นผิวที่แตกต่างกัน พอวาดให้เห็นลายเส้นของทีแปรง มันจะรู้สึกสนุกกว่า แล้วก็ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าด้วย ทั้งยังมีรายละเอียด มีการเคลื่อนไหว  ใช้สีอะคริลิก แต่ก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางทีก็ใช้สีน้ำ ขึ้นอยู่กับเรื่องด้วยว่าเป็นอย่างไร ทางสำนักพิมพ์อยากได้แบบไหน บางครั้งจะมีโจทย์จากทางสำนักพิมพ์ว่าอยากได้รูปเล่มแบบนี้ เปิดมาแล้วเจอสิ่งนี้ เราก็จะช่วยคิดว่าควรเป็นรูปแบบไหน ทำอย่างไรให้น่าสนใจและสนุก ส่วนใหญ่คนจะจำนิทานของเราได้”

เมล็ด…ผลงานที่ประทับใจ

“งานนิทานส่วนใหญ่ที่ผ่านมาเราจะไม่ได้แต่งเอง เนื่องจากมีเนื้อเรื่องมาให้ พร้อมข้อมูลว่าสำหรับเด็กวัยไหน แต่มี 1 เรื่องที่ทั้งแต่งและวาดเอง ชื่อเรื่อง “เมล็ด” ซึ่งตีพิมพ์ในฟี้แมกกาซีน เป็นนิตยสารที่แนะนำนิทานสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เขาให้อิสระเราในการทำงาน ด้วยความที่ไม่ค่อยถนัดการแต่งเรื่อง ก็เลยเอาลูกเป็นต้นแบบ ตอนนั้นลูกมีปัญหาเรื่องการกิน ไม่ค่อยยอมกินข้าว เลยอยากแต่งนิทานให้อิงกับเรื่องนี้ โดยเราตีความว่าปัญหาการกินของลูกเปรียบเหมือนกับต้นไม้ ดอกไม้ ที่จะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อได้รับอาหารจากดิน น้ำและแสงแดด เมื่อได้รับอาหารเหล่านี้แล้ว ต้นไม้ก็จะค่อยๆ เติบโตทีละนิดทีละหน่อย ถ้าอยากจะโตเหมือนต้นไม้ดอกไม้ เด็กๆ ก็ต้องกินข้าว ช่วงที่วาดเสร็จลองให้ลูกดู ตอนแรกเขายังไม่เข้าใจเรื่อง พอเราอ่านไปเรื่อยๆ เขาเริ่มจำได้ จนมีอยู่วันหนึ่ง มีเมล็ดถั่วแดงตกอยู่บนพื้นแล้วงอกออกมา ลูกหันมาบอกเราว่า “นี่ไงเมล็ดเม็ดจิ๋ว” ซึ่งเป็นคำที่อยู่ในนิทานเรื่องนี้ เราเลยเห็นว่าลูกจำได้และนำมาเชื่อมโยงกันได้

สำหรับงานเขียนเล่มใหม่ของเราที่วางแผนไว้เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับลูกคนเล็กค่ะ เนื้อเรื่องประมาณว่าเราต้องทำงานไปด้วย เลี้ยงลูกไปด้วย จึงไม่ค่อยได้คอนเซนเทรตเขา เขาเลยถามหาเราตลอด “แม่ล่ะ แม่อยู่ไหน ทำอะไร” เลยเอาเรื่องนี้มาแต่งนิทานชื่อเรื่อง “แม่อยู่ไหนนะ” เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาเลย ว่าทั้งวันแม่ไปทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เขาต้องเล่นคนเดียว หาแม่ไม่เจอ ต้องไปหาตามที่ต่างๆ สุดท้ายแล้วแม่ก็กลับมา ได้อยู่ด้วยกัน และไม่ไปไหนแล้ว”

เลี้ยงลูกด้วยนิทาน

“เราเริ่มอ่านนิทานให้ลูกฟังตั้งแต่เขา 6 เดือน แต่ก่อนหน้านั้นจะให้เขาจับหนังสือตลอด ปัจจุบันก็ยังคงอ่านให้ลูกฟังอยู่ ปกติจะใช้เวลาช่วงก่อนนอนเล่าให้ลูกๆ ฟัง ส่วนใหญ่เราจะเลือก 2 เล่ม ให้ลูกเลือกอีก 2 เล่ม ซึ่งลูก 2 คนก็จะเลือกไม่เหมือนกันค่ะ แต่น้ำเสียงในการอ่านก็จะคล้ายๆ กัน เราจะดูว่าเล่มนี้ตรงจุดนี้คนโตสนใจก็จะเน้น เช่น มีฉากต่อสู้ ส่วนคนเล็กชอบการ์ตูนตลกๆ มีเสียงเอ๊ะอ๊ะ เราก็จะเน้นตรงนั้น เวลาอ่านลูกก็จะได้ฟังไปพร้อมกัน

เมื่อก่อนลูกคนโตจะชอบช่วงเวลานี้มาก แต่ตอนนี้ไม่ค่อยสนใจแล้ว จะไปทำอย่างอื่น อาจจะวาดรูปบ้าง ต่อเลโก้บ้าง แต่หูยังฟังอยู่ พอเราอ่านให้คนเล็กฟังแล้วมีตอนไหนที่เขาสนใจ เขาจะขอดู ทำให้รู้ว่าจริงๆ เขาก็ฟังเราอยู่ แค่ทำอย่างอื่นไปด้วยเท่านั้นเอง ส่วนคนเล็กจะชอบหยิบหนังสือมาให้เราอ่าน ที่ต่างกันคงด้วยการรับรู้ของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างคนโตจะเรียนรู้ด้วยการทำ หยิบสิ่งนั้นสิ่งนี้มาลองทำ ขณะที่คนเล็กจะเรียนรู้ผ่านการดู พออ่านนิทานให้ฟังจึงชอบมาก บางครั้งหยิบมาให้อ่านเป็น 10 เล่มเลย”

นิทานให้มากกว่าความสนุก

“เมื่อลูกได้อ่านนิทานแล้วจะมีจินตนาการ แล้วนำจินตนาการนั้นมาเชื่อมโยงกับเรื่องจริงได้ ตอนที่ฟังจากเรานั้น เขาอาจเห็นภาพไม่ชัด แต่เมื่อได้เจอของจริง เขาก็จะเข้าใจในสิ่งที่เราเล่าแล้วจดจำ ทำให้เรารู้สึกว่านิทานเป็นสื่อในการสอนเรื่องต่างๆ ได้ดี และระหว่างที่เล่าให้ลูกฟัง พ่อแม่เองยังได้เห็นแววตาลูก ตอนที่เขาดูเราเล่า ได้รู้ว่าเขาสนใจอะไร หรือสังเกตอะไรในนิทานนี้บ้าง ได้รู้จักลูกมากขึ้น บางทีเขาถามคำถามในเรื่องที่เราไม่คิดว่าเขาจะถามก็มี นิทานบางเล่มยังมีการสอนพ่อแม่ถึงวิธีการเล่นกับลูก ซึ่งบางทีพ่อแม่ก็นึกไม่ออก ถือได้ว่าเป็นอีกตัวช่วยที่ดีทีเดียว นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวได้อีกด้วยค่ะ”

แม่ผู้ให้อิสรภาพทางความคิดกับลูก

“จริงๆ แล้วไม่ได้วางอนาคตอะไร อยากให้เขาลองอะไรไปเรื่อยๆ แล้วให้เขาเลือกเองทุกเรื่อง ให้เขาเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ เราให้อิสรภาพเขา แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นอิสรภาพทางด้านความคิด เช่น วันนี้อยากทำอะไร อยากไปไหน ฯลฯ รวมถึงการเลือกนับถือศาสนาด้วย เพราะสามีเป็นอิสลาม คุยกันเรื่องจะให้ลูกเข้าศาสนา เราคิดว่าควรให้เขาเลือกเอง ให้เขาเรียนรู้ทั้งพุทธและอิสลาม แล้วให้เขาเลือกว่าจะเป็นแบบไหน เพราะว่าเราเองก็โตมาแบบนั้นเหมือนกัน คือให้ข้อมูลความเป็นจริงของโลก ให้เขาพิสูจน์สิ่งที่เราให้ได้ แล้วให้เขาคิดและตัดสินใจเอง ขณะเดียวกัน วินัยก็ต้องมีอยู่ ”

จัดสมดุลชีวิตเพื่อลูก

“ในการทำนิทาน 1 เล่ม ก่อนมีลูกเราใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์ แต่หลังจากมีลูกแล้ว ใช้เวลา 1-2 เดือน จึงไม่วางเป้าหมายเรื่องจำนวนผลงาน เพราะเมื่อมีลูกแล้วเราควรทำเท่าที่ทำได้ เนื่องจากทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียวแล้ว จึงแบ่งเวลาให้กับการทำงานวันละ 3-4 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าน้อย ถ้าพูดถึงการทำงานที่ต้องการความต่อเนื่อง แต่เราต้องตัดใจ เราเป็นแม่ เราต้องดูแลลูกก่อน

อยากให้แม่ๆ ที่มีปัญหาเรื่องนี้ คือรู้สึกว่ายังอยากทำงานอยู่ แล้วก็อยากดูแลลูกด้วย ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมงต่อวันในการทำงาน ที่เหลืออยู่กับลูก พยายามไม่ให้ห่างลูกมากเกินไป เพราะเราเองก็อยากจะรู้ในทุกๆ เรื่องของลูกอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็อยากให้เขาเห็นเราทำงานด้วย ให้เขารู้ว่าแม่ทำงานแบบนี้ ซึมซับกับสิ่งที่เราทำ แต่อาจจะมีปัญหานิดๆ ตรงที่ต้องแบ่งความคิดให้ได้ เวลาอยู่กับลูกเราอาจจะคิดเรื่องงาน อยู่กับงานอาจจะเป็นห่วงลูก ก็ต้องตัดประเด็นนี้ไปบ้าง เพื่อโฟกัสในสิ่งที่กำลังทำ

นอกจากนี้ ควรมีเวลาให้ตัวเองบ้าง เช่น หาเวลาไปออกกำลังกาย เพราะจะได้เครียดกับการเลี้ยงลูกมากเกินไป อย่างโบเอง การที่เราได้วาดรูป ทำให้เรายังมีส่วนที่เป็นตัวเองอยู่ ยังได้ทำในสิ่งที่เรารัก ได้อยู่กับลูกด้วย มันควรจะเป็นอะไรที่สบายๆ กลางๆ ถ้าทุกคนทุ่มเทให้ลูกทั้งหมด บางทีเราอาจเครียดโดยไม่รู้ตัว แล้วทำให้ลูกเครียดไปด้วย”

Share
This Article

Related Article

06 November 2017

5 เคล็ดลับ ฝึกลูกรับมือความกังวล

“ความกังวล” ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไปนะ งั้นมาช่วยให้ลูกรักสลายความกังวลกันดีกว่า

15 September 2017

My Little Chi

เห็นภาพลูกๆ ที่น่ารักทั้ง 4 ชิ ของมัมพลอย ชิดจันทร์แล้ว อดไม่ได้ที่จะอยากรู้ว่า แต่ละชิมีบุคลิกลักษณะนิสัยอย่างไร มัมพลอยเลยอาสาเป็นผู้ไขปริศนานี้ด้วยตัวเอง

22 June 2017

พี่เลี้ยงเด็กดีๆ เลือกยังไงให้โดน

สำหรับครอบครัวยุคใหม่วัยทำงาน การสละเวลาเพื่อเลี้ยงลูกเองไม่ง่ายฉันใด การจะฝากลูกให้อยู่ในมือพี่เลี้ยงดีๆ ยิ่งหาไม่ง่ายหนักเข้าไปอีก ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจ อยากให้คุณอ่านก่อน!