24 September 17

คุยกับ “ชีวัน วิสาสะ” ครูผู้รังสรรค์นิทานให้มีชีวิต

หากนิทานคือเครื่องมือพัฒนาเด็กที่สำคัญ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเครื่องมือนี้ย่อมมีความสำคัญยิ่งกว่า มัมเรซิ่นจึงอยากชวนแม่แม่ มาพูดคุยกับ “ครูชีวัน วิสาสะ” ผู้รังสรรค์ตัวหนังสือและภาพวาด ที่ทำให้เป็นนิทานที่มีชีวิต

จุดเริ่มต้นของคนทำนิทาน

​กว่าจะเป็นครูชีวัน วิสาสะ นักเขียนเรื่อง นักวาดภาพ นักเล่านิทานชื่อดังของเมืองไทย ครูชีวันบอกว่า มาจากการสั่งสมประสบการณ์ในวัยเด็ก ที่แวดล้อมไปด้วยครอบครัวซึ่งมีคุณพ่อเป็นนักอ่านและการฟังนิทานจากพ่อแม่และคุณย่าคุณยาย รวมถึงความสุขในวัยเด็ก ซึ่งหล่อหลอมให้เป็นครูชีวัน วิสาสะ ในวันนี้

“ครูผ่านความเป็นเด็กซน สำคัญมากนะ คือจะต้องเป็นเด็กซนและไม่ลืมความซน ความสนุกของเราในวัยเด็ก ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กในร่างของคนโต มันคงสั่งสมมาแล้วเราก็ไม่ลืมคุณค่าของมัน สั่งสมคือ คนที่อยู่แวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ตายาย ปู่ย่า เพื่อน พี่น้อง ซึ่งในสมัยห้าสิบกว่าปีก่อน เทคโนโลยีและสิ่งบันเทิงต่างๆ มีจำกัด โทรทัศน์ก็ดูแต่เป็นขาวดำ วิทยุก็ฟัง ทั้งเพลงและละครวิทยุ ธรรมชาติก็ยังมีให้สัมผัส พ่อแม่ก็เล่านิทาน ยายกับย่าก็มีเรื่องเล่า

​พ่อเป็นคนชอบอ่านหนังสือ เราเห็นแบบอย่าง ก็เลยเป็นคนชอบอ่านหนังสือ บางทีถูกนำไปปล่อยไว้ที่แถวพระแม่ธรณีบีบมวยผม สนามหลวง สมัยก่อนเขาจะมีซุ้มหนังสือ ที่ตอนนี้ย้ายไปจตุจักรแล้ว เราเป็นเด็กก็ไปเปิด พลิกดู หนังสือการ์ตูนอะไร อ่านไม่ออก แต่เราก็ชอบดู แล้วก็มีบางเล่มพ่อก็ซื้อให้ มันก็เป็นประสบการณ์ที่สะสมมาเรื่อยๆ แล้วประสบการณ์อะไรที่ผ่านมาแล้วและมีความสุขหรือประทับใจ จะทำให้นึกถึง ทำให้เราไม่ลืมความรู้สึก ซึ่งตรงนี้มันก็ส่งผลในการที่เราจะเล่าเรื่อง เขียนเรื่อง บอกเล่าเรื่องราวให้คนอื่นรู้”

สานฝันจากความประทับใจในวัยเด็ก

“ครูเป็นคนที่ทำกิจกรรมมาตั้งแต่มัธยม ตอนมัธยมก็จะคลุกคลีอยู่กับอ.แนะแนว เราไปช่วยเขียนโปสเตอร์ เขียนป้าย ทำวารสารประจำโรงเรียนภาษาไทย ก็ช่วยกับเพื่อนทำ มันก็เหมือนกับเรามีอะไรในหัว ได้ฝึกฝนแล้วก็ทำ ทั้งเขียน ทั้งวาดภาพปก พอจบมศ. 5 เรียนต่อที่วิทยาลัยครูนครปฐม 2 ปี เอกศิลปศึกษา วิชาโทภาษาไทย เนื่องจากว่าเราก็เป็นคนชอบวาดรูปและชอบอ่าน สิ่งที่เราเลือกเรียนก็คือสิ่งที่เราชอบ ชอบวาดรูปก็เลือกเรียนศิลปะ ชอบอ่านก็เรียนภาษาไทย แล้วก็ช่วยเพื่อน ช่วยพี่น้อง บางทีก็รับจ้างวาดภาพประกอบส่งครูบาอาจารย์ หลังจากนั้นก็บรรจุเป็นครูสอนศิลปะ ช่วงนึงก็มาเรียนต่อที่มศว ในระดับปริญญาตรี จากนั้นจึงกลับไปสอนที่รร.มัธยม ช่วงหนึ่ง ก่อนจะลาออก

​ระหว่างนั้น ก็คลุกคลี ไม่ได้ทิ้งเรื่องเกี่ยวกับวงการหนังสือ หรือกิจกรรมเด็ก ก็มาช่วยรุ่นพี่ อ.ปรีดา ทำกิจกรรมที่สโมสรศิลปะสำหรับเด็ก บางทีก็ไปช่วยอ.สมบูรณ์ซึ่งสอนอยู่ที่มศว ทำกิจกรรมเล่านิทานตามรร. มีกิจกรรมบรรณานิทัศน์สัญจร ซึ่งคือนำตู้หนังสือ เรียกว่าเป็นห้องสมุดฉบับกระเป๋าไปมอบให้ตามรร.ต่างๆ หรือจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ก็ทำต่อเนื่องมาเรื่อยๆ สอนไปก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรร.ของเรา พอลาออกก็มาช่วยสโมสรผึ้งน้อย ทำรายการทีวี ทำละคร แต่งเพลง ซึ่งเกี่ยวกับเด็กทั้งนั้น เพราะอะไรที่ทำคือเกี่ยวกับเด็กหมด ถึงแม้จะมีผู้ใหญ่เข้ามา แต่ปลายทางของเราคือเด็ก เขียนบทละคร แสดงละครเด็กก็มี เราเป็นครู ในเรื่องของการสื่อสาร การพูดก็ชัดเจน มันก็เหมาะ”

สำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก ก้าวย่างสำคัญบนเส้นทางสายนิทาน

​ก่อนสำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็กจะเปิดตัวขึ้นนั้น ครูชีวันเล่าว่า ทำหนังสือนิทานมาโดยตลอด และ ปี 2530-2531 นิทานเรื่องแรกๆ ของครูจึงถือกำเนิด นั่นคือ หนูจี๊ดกินจุ หาหางมังกร และแข่งไม้เท้า และเมื่อมีโอกาสได้เข้าเวิร์กช้อปในปี 2534 จึงทำให้เกิดนิทานระดับตำนานอย่าง “อีเล้งเค้งโค้ง” ขึ้น แต่ได้รับการตีพิมพ์หลายปีหลังจากนั้น เมื่อครูชีวันรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการของสำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก และนี่ก็นับเป็นอีกก้าวย่างสำคัญบนเส้นทางสายนิทานของครู

​“ปี 2537 สำนักพิมพ์อมรินทร์เปิดสำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก แล้วเชิญอาจารย์ชาวญี่ปุ่นมาเป็นที่ปรึกษาและให้ความรู้ ครูชีวันก็ได้เข้าไปเป็นบรรณาธิการ เป็นนักเขียนในยุคแรก และได้ความรู้ต่อยอดมาจากที่เราเรียนจากมศว ที่เน้นศึกษาหนังสือภาพของทางตะวันตกซะมากกว่า ก็ได้ความรู้เรื่องหนังสือภาพ ซึ่งเป็นความรู้อีกแขนงหนึ่ง ได้วิธีคิดอีกแบบหนึ่ง เป็นแบบเอเชีย ซึ่งมีวัฒนธรรมที่ใกล้กับเรา ในบทบาทนี้ ได้เรียนรู้หลายขั้นตอน ซึ่งแต่ก่อนที่ทำหนังสือ มันไม่ได้เข้มข้นขนาดนี้ แค่ตรวจคำถูกผิด ปรับแต่งสำนวนนิดหน่อย พอมาได้ความรู้จากอาจารย์ชาวญี่ปุ่นแล้ว จึงรู้ว่าการทำบรรณาธิการกิจเป็นเรื่องสำคัญ งานหนังสือก็จะพัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง”

กว่า 20 ปีแล้วที่ครูชีวันอยู่ในแวดวงนักเขียน นักแต่งนิทานและนักวาดภาพ ซึ่งปัจจุบัน นอกจากการเป็นนักเขียนอิสระ ที่ยังคงผลิตผลงานของตัวเองออกมาให้แฟนๆ นักอ่านของครูได้ติดตามอยู่เสมอแล้ว ครูชีวันยังเป็นผู้ริเริ่มโครงการรถนิทาน ที่ทำเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2557 ด้วยทุนส่วนตัว เพื่อเดินทางไปเล่านิทานและมอบหนังสือและทำกิจกรรมกับเด็กๆ ในโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งขยายผลสู่ผู้ป่วยเด็กที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลในภายหลัง

นิทานในแบบของครูชีวัน

​“ครูชอบที่จะให้เด็กอ่านนิทานแล้วเกิดความคิด ตรรกะ เหตุผล นอกเหนือจากความสนุก มันต้องมีแง่มุมของคำถาม ยั่วให้เด็กคิด และมีอะไรที่แกล้งเด็กหน่อยๆ มีอะไรคาใจ เอาไปคิดต่อ หรือการเล่าเรื่อง เราจะไม่บอกเล่าแบบทั้งหมด ไม่ต้องมีรายละเอียดหรือบรรยายมาก เช่น มีการตั้งคำถามในหนังสือ ถามให้เด็กตอบได้เอง มันจะไม่เหมือนนิทานหรือความคุ้นเคยในหนังสือภาพทั่วๆ ไป ซึ่งจะต้องมีเกริ่น บอกเล่าไปหมดเลย ไม่มีจังหวะที่เด็กจะได้คิดเอง หนังสือไทยส่วนใหญ่จะบรรยายเยอะ พรรณาโวหารเยอะ แต่เราบอกแค่นี้

เราต้องเชื่อมั่นว่าเด็กมีจินตนาการ มีเรื่องราว มีภาษาในแต่ละระดับ ถ้าเราไม่บอกเขา ถามว่าเขาคิดไหม เด็กคิด ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว เขาใส่ชีวิตให้มัน เวลาเขาเห็นกบ เขียด มด นก สัตว์เหล่านั้นอาจจะกำลังพูดกับเขาอยู่ก็ได้ อาจจะกำลังคุยกับเพื่อนของมันอยู่ก็ได้ แต่เราไม่เห็น เพราะมันอยู่ในหัวเขา อันนี้ก็จะเป็นลักษณะที่เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด โดยมีแง่มุมของการตั้งคำถาม บางทีภาพบอกอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีตัวหนังสืออธิบาย เด็กก็จะเกิดความคิดเชื่อมโยง แต่ถ้าเราบรรยายไปจบเลย เด็กก็จะรอฟัง เฉลยมาสิ ภาพก็จะไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อ การเคลื่อนของความคิดไม่มี การบอกเล่าให้ตัวเองฟังไม่มี ถ้าสังเกตให้ดี แต่ละเล่ม ครูจะใช้เทคนิคที่ทำให้เกิดภาพไม่เหมือนกัน และอยากให้เป็นคาแรกเตอร์ซึ่งครูอยากจะให้เด็กจดจำ เป็นพฤติกรรมตัวอย่าง คือเรื่องการอ่าน ที่สอดแทรกอยู่ในนิทานทุกเรื่องของครู”

“อีเล้งเค้งโค้ง” นิทานยอดนิยมขวัญใจเด็กๆ

​แม้ปัจจุบัน ครูชีวันจะมีผลงานมามากกว่า 70 เรื่องแล้ว แต่เมื่อพูดถึงผลงานที่สร้างชื่อ เรียกว่าเป็นนิทานยอดนิยมตลอดกาลของเด็กๆ ชื่อของ “อีเล้งเค้งโค้ง” คงเป็นชื่อที่ใครๆ ต่างนึกถึง ด้วยเพราะตัวละครหลักซึ่งเป็นห่านนั้น มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว มาพร้อมเรื่องราวแสนสนุกน่าติดตาม จึงทำให้ได้รับการพิมพ์ซ้ำอยู่หลายครั้ง

​“ถ้าถามถึงเล่มที่เด็กชอบมากๆ โดยเฉพาะเด็กอนุบาล คงไม่พ้น ‘อีเล้งเค้งโค้งง เพราะว่าคาแรกเตอร์ของห่าน จังหวะของคำ เสียงและเรื่องราว จริงๆ เรื่องราวของอีเล้งเค้งโค้งเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่ถูกมองข้าม หมายถึงทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่อ่าน มองข้ามความเป็นผู้ใหญ่ในเรื่องนี้ ทำไมถึงมองข้ามรู้ไหม เพราะว่าวิธีการเล่าเรื่องที่มันกระชับ และมีจังหวะตอนสุดท้าย “ส่งเสียงเป็นเพลงอีเล้งเค้งโค้ง” ซึ่งสะดุดหู มีความสนุกสนาน

​แต่ถ้ามองลึกๆ แล้ว เนื้อหาค่อนข้างที่จะโตอยู่ เป็นเรื่องของห่านที่ไปเที่ยวในเมือง ไปตัวคนเดียว อันนี้ไม่ใช่เด็กแน่นอน แต่ด้วยความเป็นการ์ตูนไง เด็กก็เลยรู้สึกใกล้ชิด อยากจะรู้เรื่องราวของห่านตัวนี้ คือเด็กไม่ได้อยากเป็นอีเล้งเค้งโค้งหรอก แต่ชอบตัวละคร เด็กอยากรู้ว่าเจ้าตัวนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป เอาใจช่วย เจอสภาพแบบนี้ ทั้งผู้คนเยอะแยะ ทั้งรถติด มันไม่รื่นรมย์เอาซะเลย เป็นเรื่องที่หดหู่นะจะว่าไป แต่เด็กก็ชอบ ท้ายเรื่องโดนขโมยกล้อง ถ้าความเป็นจริงต้องมีเรื่องต่อนะ จะไปหาตำรวจหรือเปล่า ทีนี้ของเราคือเรื่องแต่ง จะไปหาตำรวจก็ได้ แต่มันจะยืดเยื้อไปอีก โครงสร้างของหนังสือมาแค่นี้ แล้วเราต้องการสื่ออะไรบางอย่าง เราเลยต้องตัดตอน กลับบ้านดีกว่า “ลาทีเมืองใหญ่ บ้านเราสุขใจ ไร้เรื่องรำคาญ” เด็กก็จะมาอิ่มตรงนี้ หลังจากที่มาเมืองใหญ่อยากจะไปมีความสุข สุดท้ายไม่สนุกเลย กลับบ้านดีกว่า แล้วก็นอน ฉะนั้นมันจะมีความคิดอะไรบางอย่างในแต่ละจุด แล้วแต่ว่าอะไรมันจะคาใจ

หลังจากเล่มแรก ก็มีเล่มที่ 2 ต่อมา อีเล้งเค้โค้งอยากไปอยุธยา แต่ก็ไปไม่ถึง หลงทาง สุดท้ายก็กลับบ้านดีกว่า กลับมาก็นอน บ้านเรามีความสุขที่สุด เล่มที่ 3 อีเล้งเค้งโค้งจับแมลง เล่มนี้จะมีความเป็นเด็กหน่อย นั่งเล่นอยู่หน้าบ้าน แมลงบินผ่านไป แล้วก็ได้อ่านหนังสือคู่มือจับแมลง ในทุกเล่ม ครูจะเน้นย้ำเรื่องการอ่านเสมอ ต้องมีเรื่องนี้ พอมาเล่มที่ 4 ที่พิมพ์ในเซ็ตเดียวกัน คือ เยือนอยุธยา คราวนี้ไม่หลงแล้ว ไปวัดมงคลบพิตร ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ไปวัดไชยวัฒนาราม เนื้อหามีกิจกรรม ทำอะไรซักอย่าง แล้วก็มีเรื่องอ่าน จะเห็นได้ว่าหนังสือก็ต้องมีพัฒนาการของมัน ภาพที่มาใช้ ไม่ใช่จะเป็นภาพการ์ตูนอย่างเดียว บางอย่างเราให้ข้อมูล ให้ความรู้สึก ให้สุนทรียทางศิลปะ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับวัยด้วย”

เทคนิคการเล่านิทานสไตล์ครูชีวัน

​เป็นอีกเรื่องที่พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะสงสัยกันว่า เล่านิทานแบบไหนลูกจึงจะสนุกและมีความสุขไปกับสิ่งที่พ่อแม่ตั้งใจ ครูชีวันจึงมีคำตอบพร้อมเทคนิคการเล่านิทานในแบบของครูชีวัน ที่รับรองทำได้ ไม่ยาก และได้ผลอย่างแน่นอน

“ถ้าคุณพ่อคุณแม่จะอ่านหนังสือให้ลูกฟัง แล้วคิดว่าจะอ่านยังไงดีนะให้สนุกสนาน ควรเริ่มต้นด้วยการเลือกหนังสือดีๆ เพราะหนังสือจะมีพลัง และทำหน้าที่ของตัวของหนังสือเองโดยส่วนหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่ก็เพียงแต่ใช้เสียง แต่จะใช้เสียงอย่างไรล่ะ ก็ใช้เสียงให้เต็มสิ พยายามให้ถูกอักขระและให้มีจังหวะที่ดี เด็กจะดูภาพไปด้วย คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะชี้ชวนคุยไปด้วยก็ได้ ส่วนใช้เสียงก็คล้ายๆ กับการที่เราใช้เสียงสนทนาพูดคุยกับลูก ต้องอ่านอย่างมีชีวิตชีวา เราทิ้งจังหวะให้เด็กได้ดูภาพบ้าง พอลูกแสดงท่าทีว่าอยากดูหน้าต่อไป เราค่อยเปิดต่อ

​ถ้าเป็นหนังสือภาพที่มีเนื้อหา มีภาพมากขึ้นกว่าเดิม มีตัวละครมากกว่า 1 ตัว ครูจะเล่าแบบไม่ดัดเสียง ถ้าดัดเสียง เด็กๆ อาจจะสนุก อาจจะชอบ แต่คุณพ่อคุณแม่จะเหนื่อยแน่นอน เพราะต้องดัดเสียงไปตลอดจนจบ ถามว่าจำเป็นไหม ให้คุณพ่อคุณแม่ลองคิดดูแล้วกัน แต่ว่าครูชีวันอ่านนิทานอ่านหนังสือภาพให้เด็กฟังไม่ดัดเสียง แต่จะใช้น้ำหนักของเสียง เสียงหนัก เสียงเบา เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ได้จินตนาการแล้วก็ดูภาพไป พร้อมกับฟังเสียงของเราก็พอแล้วครับ”

อ่านนิทานให้อะไรมากกว่าความสนุก

​“ถ้าเป็นนิทานที่พ่อแม่เล่าให้ฟัง ก็ได้ทั้งสาระ ความสนุกจากตัวนิทาน ได้ฟังเสียงพ่อแม่ ได้รับความรู้สึกที่ดีระหว่างการที่พ่อแม่เล่าให้ฟัง เล่าในบรรยากาศไหนก็แล้วแต่ ล้วนให้ผลบวกซึ่งอาจจะต่างกันไป หากเป็นหนังสือภาพชั้นดี สิ่งที่เด็กจะได้คือจินตนาการจากรูปลักษณ์ มีโจทย์ให้คิดต่อ แต่ถ้าเป็นนิทานที่เล่าปากเปล่า มันไม่มีตัวตั้งต้น เขาก็จะฟังแต่เสียง พอเป็นหนังสือภาพปุ๊บ ศิลปะ รูปร่าง รูปลักษณ์ต่างๆ มันทำให้คิดต่อได้ ก็จะให้ผลต่างกัน

​ที่สำคัญ ความเป็นหนังสือคือการฝึกลำดับความคิด จบเรื่องหน้านี้แล้วก็เปิดไปอีก เหมือนการแสดงทีละฉากๆ ความคิดของนักเขียนหรือนักวาดจะถูกถ่ายทอดทีละสเต็ป แล้วมันย้อนทวนได้ ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก ถ้าเทียบกับสื่ออีเลคโทรนิค ด้วยความเป็นจอ ถ้าเด็กกดไปมันไหลไปเรื่อย เดี๋ยวก็เปลี่ยนไปกดดูอย่างอื่น มันไม่มีการจัดลำดับ แล้วมันมีอะไรอยู่เบื้องหลังบ้างล่ะ เรารู้ไหม เพราะข้อมูลมาจากเว็บไซต์ แต่หนังสือข้อมูลทั้งหมดมันอยู่ในรูปเล่มนี้ เรารู้ตั้งแต่ต้นจนจบ เห็นเลยว่าเริ่มต้นเป็นยังไง ตอนจบเป็นยังไง แล้วสมองก็ได้รับการทบทวน จอมันวุ่นวายมาก ความอยากรู้อยากเห็นทำให้เราเลื่อนไปเรื่อยๆ สุดท้ายมันเริ่มต้นตั้งแต่ตอนไหน เราจำไม่ได้ ความคิดจะไม่เป็นระบบ ไม่เป็นลำดับ ถ้าไม่เป็นโปรแกรมเฉพาะ

เชื่อเถอะว่า พอมีพวกเทคโนโลยีอยู่ในมือปุ๊บ เราไม่ได้คุมมัน ดูเหมือนกับเราคุมมัน เพราะร่างกายของเราสัมผัสมัน แต่การสัมผัสไม่ได้หมายความว่าเราควบคุม สิ่งที่อยู่ในนั้นต่างหากที่มันควบคุมเรา ขณะที่หนังสือ เราควบคุม เนื้อเรื่องมันมีอยู่เท่านี้แน่นอน เพราะฉะนั้นความคิด หรือสิ่งต่างๆ ที่เราได้จากหนังสือ นอกเหนือจากเรื่องราว ภาษา ก็คือลำดับความคิด”

ฝากถึงพ่อแม่ยุคนี้ ที่มักใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเลี้ยงลูก

​“ถ้าพ่อแม่จะใช้เทคโนโลยีเลี้ยงลูกต้องรู้จักข้อดีข้อเสียของมัน ต้องรู้จักเทคโนโลยีนั้นอย่างดีมากๆ ถ้าเป็นไปได้ เมื่อลูกมีอุปกรณ์เหล่านี้อยู่ในมือ ควรจะอยู่ด้วยกันกับลูก หนังสือก็เหมือนกัน ทำไมเวลาเราใช้หนังสือ เราใช้กับลูก แต่พอเป็นเทคโนโลยี อุปกรณ์เหล่านี้ ทำไมเราถึงปล่อยให้ลูกเล่นตามลำพัง เราต้องตั้งคำถามแล้วก็หาคำตอบให้ได้ ถึงข้อดีข้อเสีย แล้วเรารู้ไหมว่ามันมีข้อดีข้อเสียอย่างไร

​ควรให้ลูกติดหนังสือไว้ก่อน ก่อนที่จะติดสิ่งเหล่านี้ เพราะสิ่งเหล่านี้ถ้าติดแล้วเหมือนเสพย์ติด แต่ถ้าติดหนังสือมันไม่เหมือนกับเสพย์ติดนะ เพราะกระบวนการคิดมันยังเกิดขึ้น แต่ถ้าอุปกรณ์เหล่านี้ ร้อยทั้งร้อยคืออะไรที่มันเป็นลบ ไม่ว่าจะเป็นเกม เว็บไซต์ เรื่องของความรุนแรง มันก็จะส่งผลไปถึงขั้นไม่ได้พัฒนาทักษะในด้านต่างๆ อันนี้เรากังวลแค่เรื่องของสมอง วิธีคิด ทีนี้เรื่องทักษะต่างๆ มันส่งผลด้วยนะ ทักษะทางด้านมือ การเคลื่อนไหว ถ้าเป็นหนังสือ ถ้าเราเลือกหนังสือที่ชวนให้เล่น ชวนให้ทำสิ่งต่างๆ มันเกิดการเคลื่อนไหว เกิดทักษะ และเกิดการแก้ปัญหา”

 

Text: Piyamart

Photo: ฐานิธ จันทร์สว่าง

Share
This Article

Related Article

16 February 2018

Happy Together ช่วงเวลาต้องมนต์ของเราสามคน

Happy Together แพ็คเกจถ่ายภาพสุดยอดเมคโอเวอร์ครั้งยิ่งใหญ่ของคุณแม่กับเบบี๋ในครรภ์พร้อมคุณพ่อ โดยช่างภาพแฟชั่นคนดังที่ถ่ายปกและถ่ายแฟชั่นให้กับนิตยสาร

09 August 2017

Mother’s Day Gift Ideas

12 ไอเดียของขวัญวันแม่ งดงาม เลอค่า เปี่ยมความหมาย และใช้งานได้จริง

16 February 2018

10 เรื่องลับๆ ของ “ สเปิร์ม ” ต้องรู้ ก่อนจะมีเบบี๋

นอกจากไข่ที่สมบูรณ์ของคุณแม่แล้ว สเปิร์ม ของคุณพ่อก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ และเขาก็มีความลับบางอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้ ก่อนจะลองเผด็จศึกกันวันไข่ตก