19 September 17

“อร๊ายยยย…ทำไมลูกดื้อจัง!?!” ปัญหาโลกแตกของลูกวัยเตาะแตะ

วัย 2-3 ขวบของลูกนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นวัยเฟี้ยวเฮี้ยวพยศอย่าบอกใคร พ่อแม่รายไหนรายนั้นพากันปวดหัวปวดใจอยากจะกรี๊ดใส่ (ลูก) วันละหลายตลบ สงสัยว่า ทำไมลูกดื้อจัง เอาล่ะ คูลดาวน์กันก่อนนิสนึง แล้วมาฟังคำแนะนำจาก “ป้าหมอขวัญ” คุณหมอเด็กคนเก่งของ #Mumraisin กันค่ะ

ป้าหมอเชื่อว่า ในความคาดหวังของคุณพ่อคุณแม่ทุกคน ย่อมอยากให้ลูกเป็นเด็กดี เลี้ยงง่าย ว่านอนสอนง่าย แต่ในความเป็นจริงคุณพ่อคุณแม่มักประสบปัญหาเหนื่อยล้ากับการเลี้ยงลูกอย่างมาก เนื่องจากลูกน้อยในวัย 2-3 ปีช่างซุกซนและเริ่มมีอาการดื้อ ต่อต้านคุณพ่อคุณแม่ตลอดเวลา

เปลี่ยนมุมคิด ชีวิตเปลี่ยน (ทั้งลูกและพ่อแม่) จริงๆ นะ

ป้าหมอแนะนำว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องปรับเปลี่ยนความคิดของเราที่มีต่อลูกในวัยนี้ก่อนค่ะ โดยต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กวัยเตาะแตะก่อนว่าเป็นวัยแห่งการเริ่มเรียนรู้ เป็นวัยนักสำรวจตัวน้อยอยากมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ดังนั้นลูกจึงต้องการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างที่ตัวเองต้องการ ทั้งในแบบที่ตัวเองอยากจะทำหรือเลียนแบบผู้ใหญ่ เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้วมุมมองของคุณพ่อคุณแม่ต่อการกระทำของลูกจะเปลี่ยนไป และนั่นนับเป็นจุดตั้งต้นที่ดีและสำคัญ

 

คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้

ให้ลูกได้ทำกิจกรรมต่างๆ ตามที่ลูกต้องการ โดยเราทำหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัยของลูกอยู่ห่างๆ และคอยเตือนเมื่อลูกจะมีอันตราย การสังเกตอากัปกิริยาจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้ทราบกระบวนความคิดของลูก เพื่อเราจะได้ช่วยเสริมความคิดต่อยอดจากการกระทำนั้นให้ลูกได้ และควรกล่าวชื่นชมให้กำลังใจอย่างเหมาะสมเมื่อลูกสามารถแก้ปัญหาบางอย่างได้ เป็นการสร้างความภูมิใจและความมั่นใจให้กับตัวลูกอีกด้วย ต่อไปลูกก็อยากทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวลูกเองปลูกฝังให้ลูกมีความพยายาม มุมานะเมื่อเผชิญปัญหาหรืออุปสรรค

เมื่อลูกโตขึ้นเข้าสู่วัยก่อนเรียน อายุ 3-6 ปี

ลูกก็จะมีคำถามที่สะท้อนความอยากเรียนรู้มากขึ้น เป็นแบบ ‘เจ้าหนูจำไม’ ตั้งคำถามตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงเวลานอนเลยละค่ะ ถามไปเรื่อยจนกว่าคุณพ่อคุณแม่จะหมดปัญญาตอบ เรื่องนี้คุณพ่อคุณแม่จะต้องมีวิธีรับมือกับความช่างสงสัยของลูก โดยอาจตั้งคำถามกลับไปให้ลูกตอบบ้าง เมื่อรู้สึกว่าคำถามของลูกเริ่มไม่อยู่ในความเป็นจริง เบี่ยงเบนประเด็นความสนใจกลับไปให้ลูกเป็นฝ่ายคิดบ้าง หลีกเลี่ยงการสั่งให้ลูกหยุดถามเนื่องจากเด็กวัยนี้ยังยึดถือตังเองเป็นศูนย์กลางของความคิดอยู่ อาจทำให้ลูกเกิดอาการขัดใจแล้วแสดงอารมณ์ก้าวร้าวได้

 

ปลูกฝังความคิดและสร้างประสบการณ์เชิงบวกให้ลูก

ถ้าคุณพ่อคุณแม่สามารถปูพื้นฐานความคิดการเรียนรู้ประสบการณ์ให้ลูกในเชิงบวกมาตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียน ลูกจะมีความพร้อมในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากสังคมรอบข้าง และที่โรงเรียนได้ดีมากขึ้นตามลำดับ เป็นเด็กมีเหตุมีผล
รับฟังความคิดเห็นจากคนอื่น

“อ่อนโยน นุ่มนวล รับฟัง” …ท่องไว้ 3 แท็คติคสำคัญ

การอธิบายและให้เหตุผลกับลูกควรกระทำด้วยท่าทีที่อ่อนโยน นุ่มนวล มีการรับฟังคำโต้แย้งหรือการพูดแทรกจากลูกบ้าง และควรเป็นคำพูดที่เข้าใจง่ายตามวัยของเด็ก อาจเปรียบเปรยเป็นตัวการ์ตูนที่ลูกชอบเพื่อให้ลูกสนใจ อาจสอดแทรกการสอนต่างๆ ไปทีละเล็กละน้อยตามเหตุการณ์ตรงหน้า

 

อย่ายอมอ่อนข้อในเรื่องที่ไม่ควรอ่อนข้อ

การยินยอมให้ลูกเล่นอุปกรณ์สื่อสารในเวลาสั้นๆ เพื่อให้ลูกร่วมมือกับกิจกรรมบางอย่าง เช่น รับประทานอาหาร หรือซื้อเวลาเพราะคุณพ่อคุณแม่กำลังติดธุระ อาจเป็นข้ออ้างที่ทำให้ลูกเรียกร้องมากขึ้นในครั้งต่อๆ ไปได้ ดังนั้นวิธีการนี้จึงต้องพิจารณาให้ดี ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกมีอารมณ์ก้าวร้าวได้

 

ป้าหมออยากบอกว่า พื้นฐานพัฒนาการการเรียนรู้ของลูกเกิดที่บ้าน ต้องเริ่มต้นจากคุณพ่อคุณแม่นะคะ เด็กดื้อคือเด็กฉลาด เด็กฉลาดต้องอยากเรียนรู้ บ่งบอกถึงกระบวนการความคิดของเด็กว่ามีความคิดเป็นของตัวเอง เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่จะต้องรู้จักขัดเกลาพฤติกรรมต่างๆ ของลูกให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมค่ะ

 


อ่านบทความของป้าหมอขวัญ เพิ่มเติมได้ที่ Dear Doctor

Share
This Article

Related Article

18 December 2017

7 แอปพลิเคชันพัฒนา EF ฝึกลูกก็ได้ ฝึกพ่อแม่ก็ดี

การฝึกทักษะ EF สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ แต่สำหรับเด็กในทศวรรษนี้ การนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้เป็นตัวช่วยของคุณพ่อคุณแม่ก็จะทุ่นแรงและดึงดูดความสนใจของลูกได้ไม่น้อย

17 November 2017

เช็กดวงประจำสัปดาห์ วันที่ 19-25 พฤศจิกายน 2560

เช็กดวงประจำสัปดาห์ วันที่ 19-25 พฤศจิกายน ครบทั้งเรื่องครอบครัว งาน-เงิน ลูกรัก หรือเรื่องเลิฟๆ สัปดาห์นี้ดวงดีไหม ต้องระวังเรื่องไหนบ้าง มาดูกัน

07 July 2017

อ.อ่าน ง่ายจัง

ใครๆ ก็ว่าคนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่‘ขุ่นแม่ต่างดาว’ คอลัมนิสต์แม่แซ่บแห่งมัมเรซิ่น มุ่งมั่นจะให้ข้อกล่าวหานี้ ไม่ลากยาวไปจนถึงรุ่นลูกของเรา เชื่อขุ่นแม่สิคะว่า “นิสัยรักการอ่าน” สร้างได้ ไม่ยาก ง่ายม้ากมากอีกต่างหาก อ่านค่ะอ่าน