16 November 17

แม่มัมพาเที่ยว Coro Field แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรใกล้กรุง

Mumraisin เอาใจครอบครัวสายชิลด้วยการพามาอัพเดตที่เที่ยวใกล้กรุงอย่าง Coro Field ที่บอกเลยว่าใครได้มาก็แฮปปี้ ไม่ว่าจะเจ้าตัวเล็ก พ่อแม่ ผู้สูงวัย เที่ยวกันได้ทั้งครอบครัว แถมมีกิจกรรมสนุกๆ ให้ทำหลากหลายรูปแบบ ที่สำคัญคือ เดือนธันวาคมนี้ทางฟาร์มจะมีงาน Harvest Festival งานประจำปีซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 โดยปีนี้มาในธีมเทศกาล Asagao (อะสะกะโอะ) กันอีกด้วย

Coro Field ฟาร์มออร์แกนิกและแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

แม่มัมขับรถเพียง 2 ชั่วโมงกว่าๆ จากกรุงเทพฯ ก็มาถึงอ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรีกันแล้ว จุดหมายปลายทางครั้งนี้ก็อย่างที่เกริ่นกันไปว่า เราพาแม่ๆ มาที่ Coro Field ฟาร์มออร์แกนิกและแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ท่ามกลางความเขียวขจีบนพื้นที่กว่า 104 ไร่ ทำให้เราได้สัมผัสกับธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์กันแบบเต็มๆ ส่วนบรรยากาศนั้นก็มีความเจแปนมากๆ ราวกับว่ามาเที่ยวฟาร์มกันถึงญี่ปุ่นเลยทีเดียว ที่สำคัญคือ อากาศเย็นๆ ในช่วงนี้ ยังทำให้อะไรๆ น่ารื่นรมย์ขึ้นไปอีก ไม่ต้องกลัวเจ้าตัวเล็กจะร้อนหงุดหงิดให้กังวลใจ เรียกว่าฟินกันได้ทั้งครอบครัวอย่างแท้ทรู ไม่เสียค่าเข้าชมอีกต่างหาก

ฟาร์มเมลอน สายพันธุ์โทมิ ชื่อดัง

ฟาร์มแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของเมลอนสายพันธุ์โทมิ ซึ่งมีเปลือกสีทอง กลิ่นหอมรสหวาน ใครมาถึงต้องลองชิมและซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน แต่นอกจากเมลอนแล้ว ที่นี่ยังมีการปลูกและปรับปรุงพืชสายพันธุ์พิเศษที่หายากจากทั่วโลก โดยดูแลภายใต้ระบบโรงเรือนที่ใช้เทคโนโลยีซึ่งนำเข้าจากประเทศอิสราเอล แถมยังผลิตปุ๋ยออร์แกนิกสำหรับใช้ในฟาร์ม ซึ่งได้รับมาตรฐานสากล iFOAM ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ที่นี่ใช้น้ำแร่ธรรมชาติที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุนานาชนิดสำหรับปลูกพืช จึงทำให้ผักผลไม้ที่ได้นั้นมีรสชาติดี มีความปลอดภัย เด็ดชิมจากต้นสดๆ ได้ไร้สารเคมีอย่างแน่นอน

สิ่งที่ทำให้แม่มัมประทับใจจนอยากบอกต่อคือ ความมุ่งมั่นและตั้งใจในการทำฟาร์มแห่งนี้ ที่ไม่ใช่แค่ปลูก แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อสิ่งเหล่านี้ไปยังลูกหลานเกษตรกรไทย ด้วยการเติมแนวคิดดีๆ ตลอดจนพัฒนาให้เกษตกร กลายเป็นอาชีพที่น่าภาคภูมิใจและมีความยั่งยืน เห็นความตั้งใจนี้แล้ว แม่มัมว่าเหมาะมากกับการพาลูกมาจริงๆ และนอกจากสถานที่สวยๆ บรรยากาศน่ารักๆ และอากาศที่ดี๊ดีแล้ว ยังมีกิจกรรมให้เลือกทำเพลินๆ แต่รับรองว่าลูกได้เลิร์นเพียบค่ะ

Coro Field ประกอบไปด้วย 4 โซนหลัก โซนแรกที่เดินเข้ามาแล้วต้องสะดุดตากับ Coro House กรีนเฮาส์สีขาวขนาดใหญ่ ที่ภายในจะปลูกผักผลไม้หมุนเวียนไปตามฤดูกาล ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในประเทศ ทั้งยังมีการให้ความรู้และเทคนิคการเพาะปลูกพืชต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย

ถัดมาคือ Coro Garden บริเวณนี้ จะเป็นแปลงปลูกพืชซึ่งปรับเปลี่ยนไปทุกๆ 4 เดือน ช่วงที่เราไปตรงกับเทศกาล Asagao เราจึงเห็นดอกอะสะกะโอะสีม่วงสดบานเต็มไปหมดในช่วงเช้า สลับต้นเล็กต้นน้อยที่ปลูกคนละช่วงเวลา ตลอดทางมีป้ายที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเทศกาลนี้ด้วยค่ะ คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับดอกไม้ชนิดนี้มาก เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อน และเป็นดอกไม้ที่มีความเกี่ยวพันกับเด็กๆ ญี่ปุ่นด้วยนะคะ เพราะการบ้านในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของเด็ก ป.1 คือ ทุกคนจะเฝ้าดูสังเกตการเจริญเติบโตและพัฒนาการของดอกอะสะกะโอะ พร้อมวาดรูปและจดบันทึกอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นการเสริมสร้างนิสัยรักธรรมชาติให้กับเด็กๆ ได้อย่างดี แม่ๆ อาจจะเล่าเรื่องนี้ให้ลูกฟังพร้อมชี้ชวนดูดอกไม้แสนสวยนี้ไปด้วย ก็เป็นกิมมิกที่ดีไม่เบา อาจลองหาต้นเล็กๆ กลับไปให้ลูกลองปลูกดูด้วยก็ได้ค่ะ

โซนเดียวกันนี้ ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจคือ Grow Salad เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ลองปลูกผักสลัดด้วยตัวเอง โดยสามารถเลือกได้ว่าจะปลูกแล้วนำกลับบ้าน (150 บาท) หรือปลูกเพื่อบริจาค (50 บาท) ให้ทางฟาร์มเป็นผู้ดูแลต่อและนำไปบริจาคเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว Harvest Tomato (180 บาท) เป็นอีกกิจกรรมที่พลาดไม่ได้ เพราะเด็กๆ จะได้สนุกกับการเก็บมะเขือเทศสดๆ ใส่ชะลอมแล้วนำกลับบ้าน โดยมี 2 พันธุ์ นั่นคือ Orange Pearl สายพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่น ลูกสีส้ม รสหวาน รับประทานง่าย ซึ่งไม่มีจำหน่าย อยากลองชิมต้องมาเก็บสดๆ ด้วยตัวเองเท่านั้น และ Marble Red สายพันธุ์จากประเทศฮอลแลนด์ สีแดงสด นอกเหนือจากเก็บกลับบ้านแล้ว ยังสามารถเก็บไปชิมไปได้อีกด้วย กิจกรรมนี้มีเป็นรอบ เช็กเวลากันก่อนได้ที่พนักงานค่ะ

ถัดมาเป็น Coro G.I.Y Grow it Yourself โซนที่มีกิจกรรมหลายแบบ โดยแบ่งออกเป็น Adopt เพลิดเพลินกับการออกแบบตกแต่งต้นไม้ขนาดเล็กในสไตล์ของตัวเองพร้อมนำกลับบ้าน หรือจะเลือก Mini Terrarium จัดสวนในขวดโหล ซึ่งมี 3 ขนาด คือ S-290 บาท, M-390 บาท และ L-490 บาท พร้อมของประดับตกแต่งมากมาย สร้างสรรค์ได้ตามจินตนาการ ที่นี่ยังมี Workshop เล็กๆ ที่จะทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ กับคำว่าเกษตรมากยิ่งขึ้น ส่วนครอบครัวไหนที่อยากลองทำแปลงเพาะปลูกที่บ้านเล็กๆ เป็นกิจกรรมยามว่างกับลูกๆ ก็สามารถเลือกซื้อสินค้าเกี่ยวกับการปลูกและดูแลต้นไม้ในโซนนี้ได้ด้วย

นอกจากนี้ ตลอดเดือนธันวาคม 2560 ฟาร์มแห่งนี้ยังมีงาน Harvest Festival ปี 3 ตอนเทศกาล Asagao ด้วยคอนเซปต์ฟาร์มสไตล์ญี่ปุ่น ภายในงานยังมีกิจกรรมต่างๆ เฉพาะช่วงเวลานี้ อาทิ การจำหน่ายต้น Asagao ต้นไม้แห่งความรัก ขอพรเจ้าพ่อเขากลิ้ง เช่าชุดยูกาตะเดินถ่ายภาพในฟาร์ม ช้อปปิ้งสินค้าเกษตรอินทรีย์จากกลุ่ม Young Smart Farmer ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี นั่งชิลในสวนควบคู่กับการฟังดนตรีสด ในช่วงเย็นของทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00 น.-21.00 น.

Coro Café

ที่ขาดไม่ได้ มาถึงแล้วห้ามพลาดคือ Coro Café คาเฟ่สีขาวสะอาดตา ตกแต่งภายในได้อย่างน่ารัก บรรยากาศสบายๆ พร้อมเสิร์ฟความอร่อยที่คัดสรรผักผลไม้สดๆ จากฟาร์ม นำเสนอผ่านจานอร่อยทั้งคาวหวานและเครื่องดื่มที่แม่ๆ และเจ้าตัวเล็กต้องประทับใจ แนะนำ Melon Boost (160 บาท) น้ำเมลอนสกัดเย็นแบบสดๆ รสหวานหอม ดื่มแล้วชื่นใจ หากอยากได้เครื่องดื่มเย็นๆ ที่ดื่มทีไรสดชื่นทุกที อยากให้ลอง ชาโทมิเมลอน (95 บาท) รสหวานอมเปรี้ยว ส่วนของกินเล่นที่ประทับใจแม่มัมมากมาย คือ Melon Katsuo (165 บาท) เมนูที่ผสมผสานความหวานของเมลอนเข้ากับปลาแห้งและบัลซามิก รีดักชั่น ได้รสชาติที่ลงตัว มันม่วงหวานทอดซอส 3 ฤดู (150 บาท) จานนี้เด็กๆ ต้องเลิฟ เพราะเสิร์ฟแบบฟิงเกอร์ฟู้ด ที่หนูๆ เลือกดิปกับซอสได้ตามชอบ ไก่คาราเกะซอสโกชูจัง (165 บาท)

ส่วนจานหลักอยากให้ลอง ข้าวปลาสามรส (175 บาท) รสชาติหวานเปรี้ยว กินคู่กับปลาทอดกรอบแล้วเข้ากันมาก เสิร์ฟมาพร้อมผัดสลัดสดๆ ข้าวผัดน้ำพริกไข่ข้น (145 บาท) ถึงจะเป็นข้าวผัดน้ำพริก แต่เด็กๆ ก็กินได้ เพราะไม่เผ็ดมากมาย ด้านบนโปะไข่ข้นสไตล์ญี่ปุ่น ที่กินคู่กันแล้วอร่อยอย่างแรง ใครชอบรสแซ่บแนะนำ ส้มตำโทมิเมลอน (185 บาท) จานนี้มีแต่วัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพ แม่ๆ ท่านใดกำลังควบคุมอาหารยังเหมาะมากทีเดียว ยังมี สลัดผักออร์แกนิกมะเขือเทศเชอรืรี่ฮอลแลนด์ (145 บาท) อุดมไปด้วยผักสลัดและมะเขือเทศรสเยี่ยม มาพร้อมน้ำสลัดสูตรเฉพาะของทางร้าน ส่วนของหวานต้องลอง ไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟสไตล์ญี่ปุ่น ที่มีให้เลือก 2 รสคือ เมลอนโยเกิร์ต รสเปรี้ยวหวานมัน และมันม่วงที่ส่งตรงมาจากประเทศญี่ปุ่นกันเลย รสมัน หวานน้อย อร่อยอย่างต้นตำรับ

 

ก่อนกลับแวะที่ Coro Market เลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากทางฟาร์มกลับบ้านกันได้ ทั้งเมลอนแบบลูก ที่มีให้เลือกหลายไซส์ แต่ละลูกจะระบุวันที่ตัดและวิธีแนะนำการกินให้อร่อย แถมยังมีแบบเป็นชิ้นที่ปอกเปลือกแล้วจำหน่ายด้วย ยังมีมะเขือเทศ ผักสลัด มันม่วง ดิปปิ้งซอสหลากหลายสไตล์ แยมเมลอนก็มี น้ำสลัดทางฟาร์มก็จัดมาให้ ของฝากอื่นๆ ก็มีให้เลือกเพียบ

ได้มาเที่ยวที่นี่แม่มัมเต็มอิ่มจริงจังมาก ก็อิ่มทั้งกายอิ่มทั้งใจ ได้พาลูกๆ มาเรียนรู้ธรรมชาติ ซึมซับเรื่องราวเกี่ยวกับการเกษตร ตัวแม่เองก็ได้ชาร์จแบตเติมพลัง ดีงามขนาดนี้ เลยอยากชวนแม่ๆ มาสัมผัสความ feel good แบบนี้บ้าง ว่างเมื่อไหร่พาลูกๆ แวะมากันเถอะค่ะ

 


INFO:

Coro Field

117 ถ.ราชบุรี-ผาปก ต.ป่าหวาย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

เปิดบริการวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 09.00-17.00 น.

วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-19.00 น.

โทร. 09-2569-4791

www.corofield.com / Facebook: CORO FIELD

Share
This Article

Related Article

27 November 2017

A Mum’s True Story : ใช้ชีวิตกับลูกวันนี้ ให้สุขที่สุด

เรื่องจริงแสนเศร้าของครอบครัวที่ต้องสูญเสียลูกรักวัยอนุบาลไปก่อนที่จะได้เติบโตงดงาม พร้อมคำถามในใจว่าเราใช้ชีวิตกับลูกวันนี้ให้ดีที่สุดหรือยัง

27 October 2017

Hello Halloween!!!

จับตัวเล็กแต่งตัว แล้วออกทัวร์เคาะประตู “Trick or Treat”

10 November 2017

แจกสูตร “แกงเลียงปลาช่อน” ฟรีไม่มีกั๊ก เมนูเพิ่มน้ำนมสำหรับคุณแม่หลังคลอด

“แกงเลียงปลาช่อน” เมนูเน้นผักเน้นสุขภาพสำหรับแม่แม่หลังคลอดโดยเฉพาะ ช่วยเพิ่มน้ำนมได้เป็นอย่างดีเชียวค่ะ