16 October 17

พ่อผู้เป็นแรงบันดาลใจ นพดล เจริญกุลไพศาล Full Time Dad มือใหม่หัวใจเกินร้อย

พ่อผู้เป็นแรงบันดาลใจสัปดาห์นี้ พาแม่ๆ มารู้จักกับ เชฟจอนนี่-นพดล เจริญกุลไพศาล พาสตรี้เชฟโรงแรมดังที่ผันตัวมาเป็นคุณพ่อเต็มเวลา ผู้ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อดูแลน้องเจได-ด.ช.ภาคิน เจริญกุลไพศาล ลูกวัย 5 เดือน อย่างสุดความสามารถ เป็น Full Time Dad มือใหม่หัวใจเกินร้อย ที่เราอยากยกให้เป็นคุณพ่อแห่งชาติกันเลยทีเดียว

จากเชฟโรงแรมดังสู่บทบาทพ่อมือใหม่

หลังจากเรียนจบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตพระนครเหนือแล้ว เชฟจอนนี่ตั้งใจบินลัดฟ้าไปเรียนต่อด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่นครลอนดอน ประเทศอังกฤษ และในช่วงแรกที่เรียนปรับพื้นฐานภาษานั้น เมื่อมีเวลาว่างเขาเลือกทำงานในร้านอาหาร และนั่นนับเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต จากวิศวกรมาสู่พาสตรี้เชฟโรงแรมดัง

“ช่วงเย็นที่มีเวลาว่างจะไปทำงานร้านอาหาร เริ่มจากเสิร์ฟ พนักงานต้อนรับ ขยับเข้ามาอยู่ในครัว ล้างจาน ช่วยพ่อครัว จนได้เป็นพ่อครัวมือสอง เริ่มรู้สึกชอบ เพราะเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ และมีเงินเก็บก้อนแรกเพราะงานด้านนี้ อีกอย่างสังคมในครัวมีแต่ผู้ชาย คุยสนุกดี เริ่มอาชีพนี้จากครัวอาหารคาว ทำอยู่ 7 ปี ได้ทำทั้งร้านอาหารไทย ร้านอาหารเอเชีย อาหารญี่ปุ่น อาหารฝรั่ง เบอร์เกอร์ แซนด์วิช มีร้านไหนเปิดแล้วอาหารน่าสนใจก็ไปสมัครเพื่อหาประสบการณ์ จนถึงจุดหนึ่งได้รับตำแหน่งหัวหน้าเชฟ ที่ต้องดูแลเรื่องอาหาร เมนู และมีส่วนของขนมหวานที่ต้องดูแลด้วย แต่ด้วยความที่ไม่เคยทำมาก่อน จึงต้องศึกษาค้นคว้า ซื้อหนังสือมาดู ฝึกทำเองบ้าง บางครั้งที่ร้านจะจ้างเชฟฝรั่งมาสอน เราต้องพยายามรักษามาตรฐานของแต่ละเมนูไว้

เมื่อได้ลองทำไปสักพักก็รู้สึกชอบการทำขนม ด้วยหน้าตาที่สวยงาม ได้รับคำแนะนำจากเชฟฝรั่ง ให้เทคคอร์ส ซึ่งตอนนั้นเลือกเรียนที่เลอ กอร์ดอง เบลอ ลอนดอน เมื่อเรียนจบมีโอกาสไปทำงานที่โรงแรม The Grove โรงแรมระดับ 5 ดาว จากนั้นย้ายมาทำที่โรงแรม The Churchill Hyatt Regency ตรง Mable Arch ก่อนจะย้ายไปที่โรงแรม Park Plaza Hotel Westminster Bridge และโรงแรม Sanderson ที่ Oxford Circus โดยตั้งใจว่าทำแห่งละ 1 ปี เพื่อหาประสบการณ์ ขณะเดียวกันทุกครั้งที่ย้ายโรงแรม ก็ได้เลื่อนตำแหน่งไปด้วยในตัว หลังจากอยู่ในสายงานโรงแรมมา 7 ปี ก็ออกมาทำร้าน Patisserie ร้านขนมเฉพาะทาง ร้านขนมญี่ปุ่น ร้านขนมอิตาเลียน ร้านขนมฟิวชั่น ได้ทำงานร่วมกับเชฟหลากหลาย มีทั้งเชฟญี่ปุ่นบ้าง เชฟชาวแอฟริกัน เชฟชาวอิตาเลียน มีร้านแปลกๆ เก๋ๆ มาเปิดใหม่ก็ไปสมัครหาประสบการณ์”

หลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการทำอาหารมานานถึง 14 ปี ก็ตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย พร้อมกับการเป็น Executive Pastry Chef ที่โรงแรมบันยันทรี แบงค็อก ก่อนจะย้ายมาเป็น Pastry Sous Chef ที่ร้าน D’ARK และงานสุดท้ายก่อนออกมาเป็นคุณพ่อเต็มเวลาคือ หัวหน้าเบเกอรี่ที่ร้าน Anya Place

ไม่เคยคิดว่าหน้าที่ตรงนี้คือหน้าที่ของผู้หญิงเท่านั้น อาจเป็นเพราะเราอยู่เมืองนอกมานาน มันไม่มีภาพที่แม่เลี้ยงลูกพ่อทำงาน แต่จะเป็นแบบใครเหมาะสม สะดวกอะไรแบบนี้มากกว่า

ก้าวย่างสู่ภารกิจ “คุณพ่อเต็มเวลา”

ก่อนจะลงตัวว่า ใครคือผู้ที่อยู่ดูแลลูกหลังคลอด ครอบครัวนี้ใช้การคุยกัน คิดถึงข้อดีข้อเสียต่างๆ ก่อนจะตกลงว่าหน้าที่นี้ พ่อน่าจะเหมาะสมที่สุด

ในช่วงที่แฟน (คุณโอ๊ต-พัลลภา ภู่จิระเกษม) ตั้งท้อง ด้วยความที่เป็นลูกคนแรก ไม่รู้ว่ายากง่ายขนาดไหน เลยอยากเลี้ยงกันเอง ก็คุยกัน ด้วยนิสัยอะไรหลายๆ อย่าง คิดว่าเราน่าจะเป็นคนเลี้ยงมากกว่า เพราะเราชอบเล่นกับเด็กและใจเย็นกว่า อีกเหตุผลคือ แฟนทำงานอยู่ที่ AIA เป็น Senior Secretary ฐานเงินเดือนค่อนข้างสูง สวัสดิการค่อนข้างดี และได้การประกันที่ครอบคลุมมาถึงครอบครัว เช่น ถ้าลูกเจ็บป่วยสามารถแอดมิทได้เลย เป็นต้น มองในเรื่องของผลประโยชน์และสิ่งที่ได้แล้ว จึงลงตัวกันที่แนวทางนี้

มองต่างมุม ว่าด้วยบทบาทพ่อ (Full-time)

สังคมไทยมองว่า การเลี้ยงลูกนั้น หลักๆ คือหน้าที่ของแม่ แต่ในฐานะของพ่ออย่างเชฟจอนนี่ เขากลับมองอีกมุมที่ต่างออกไป ด้วยเพราะประสบการณ์ที่ได้อยู่ต่างแดนมากว่า 10 ปี ทำให้เขาคิดว่าไม่ใช่เรื่องแปลก หากพ่อจะเป็นผู้ดูแลลูกเต็มเวลา

“ไม่เคยคิดว่าหน้าที่ตรงนี้คือหน้าที่ของผู้หญิงเท่านั้น อาจเป็นเพราะเราอยู่เมืองนอกมานาน มันไม่มีภาพที่แม่เลี้ยงลูกพ่อทำงาน แต่จะเป็นแบบใครเหมาะสม สะดวกอะไรแบบนี้มากกว่า สังเกตเวลาไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ จะเห็นพ่ออุ้มลูก พ่อให้นมลูก เพราะเขาแข็งแรงกว่า ทะมัดทะแมงกว่า เวลาขึ้นรถเมล์ จะเห็นพ่ออุ้มลูกแล้วนั่ง แม่ยืน จะเห็นบ่อยมาก เราว่าเขาแบ่งกันตามความเหมาะสม ไม่ได้ยึดติดที่ว่าแม่ต้องเลี้ยง แม่ต้องอุ้ม อย่างครอบครัวเรา เรามั่นใจเรื่องเลี้ยงลูกมากกว่า พูดง่ายๆ ว่าถ้าเราเลี้ยงไม่ได้ตั้งแต่เดือนแรกๆ อาจจะเปลี่ยนกัน เราอาจจะกลับไปทำงาน ให้แฟนออกจากงานก็ได้ แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะทุกวันนี้เรารู้ใจลูกมากกว่า ด้วยความว่าใกล้ชิด อยู่กับเขาตลอด ยิ่งลูกออกมาแล้วยิ่งชัดเลยว่า แฟนไม่ถนัดเรื่องเลี้ยงลูก เราเลยดูแลเป็นหลัก”

ความรู้สึกและประสบการณ์ชุดใหม่ในฐานะพ่อ

“ก่อนมีลูกเคยคิดว่าการเลี้ยงเด็กง่าย เดี๋ยวก็โต เดือนสองเดือนก็กลับไปทำงานได้แล้ว อาจจะให้ตายายดูต่อหรือเข้าเนอร์สเซอรี่ ด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์ ยังคิดเลยว่าจะทำได้ไหม เช็ดอึลูก อาบน้ำลูก ห่อตัวลูก ทำไม่เป็นเลยสักอย่าง ตอนแฟนท้องก็ดีใจนะ แต่ยังไม่ได้อินมาก มารู้สึกอินจริงๆ ก็ตอนที่ได้อุ้มเขา ได้โดนตัวเขาครั้งแรก ตอนนั้นเหมือนจะร้องไห้ เป็นความรู้สึกว่านี่ลูกเรานะ ไม่เคยคิดนะว่ามีลูกแล้วจะเป็นอย่างนี้ เคยคาดหวังไว้ว่า เดี๋ยวมีลูกเราก็คงรักแหละ พอมีจริงๆ แล้วมันรู้สึกมากกว่านั้นเยอะ มันเป็นประสบการณ์ที่ต้องเป็นเองถึงจะรู้ว่า แม่ต้องรักเรามากเลย ถึงจะทำได้ขนาดนี้ พ่อแม่เราเลี้ยงลูก 4 คน เขาเลี้ยงได้ยังไงนะ เข้าใจความรู้สึกตรงนั้น เพราะลูกเป็นทุกอย่าง

พอได้เลี้ยงลูกจริงๆ แล้วก็เหนื่อยนะ มันต้องใช้เวลา ต้องทุ่มเท เลี้ยงลูกสักคนมันต้องทุ่มเทจริงจัง เวลาลูกร้องเราต้องวางทุกอย่างแล้วไปหาเขา ช่วงเดือนแรกเขานอนกลางวัน ตื่นกลางคืนตลอด กว่าจะกล่อมนอนได้ก็ 1-2 ชั่วโมง เราจะดูเป็นหลัก เพราะอยู่กับเขาเยอะตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล แฟนจะให้นมอย่างเดียว แล้วก็ให้นอนเป็นรอบ เพราะช่วงแรกๆ น้ำนมไม่ค่อยมี ทำให้เครียด เลยให้เขานอนข้างบน ส่วนเรานอนข้างล่างกับลูก เวลาลูกร้องจะได้ไม่กวนแฟน ให้เขาพักผ่อนได้เต็มที่ อีกอย่างคือ การที่เราอยู่กับลูก 24 ชั่วโมง ทำให้รู้ว่าร้องแบบนี้คืออะไร มองนาฬิกาก็จะรู้แล้วว่าตื่นตอนนี้น่าจะง่วงหรือหิวนม จะเตรียมพร้อมไว้หมด เขาเลยติดเรา เวลาจะทำอะไร เขาจะหันมามองหน้าเราก่อน ขนาดจะเล่นกับแม่ ยังต้องหันมาดูหน้าเราว่าให้เล่นไหม แต่เจไดจะมีอย่างนึง กลางวันเวลาเขามีอะไรใหม่ๆ อย่างเล่นอะไรใหม่ๆ กับเรา พอเขาเจอหน้าแม่ เขาจะโชว์ให้ดูสิ่งที่เขาทำได้ เช่น พลิกตัว คืบได้ ทำนองนี้

 เคยคาดหวังไว้ว่า เดี๋ยวมีลูกเราก็คงรักแหละ พอมีจริงๆ แล้วมันรู้สึกมากกว่านั้นเยอะ มันเป็นประสบการณ์ที่ต้องเป็นเองถึงจะรู้ว่า แม่ต้องรักเรามากเลย ถึงจะทำได้ขนาดนี้ พ่อแม่เราเลี้ยงลูก 4 คน เขาเลี้ยงได้ยังไงนะ เข้าใจความรู้สึกตรงนั้น เพราะลูกเป็นทุกอย่าง

ถึงจะตัวติดกันตลอด แต่ก็ใช้เวลาอยู่ 2 เดือนกว่าจะรู้ใจลูก เพราะเด็กเปลี่ยนทุกวัน แล้วเด็กแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เขาจะเริ่มเป็นกิจวัตรหลัง 2 เดือนไปแล้ว แต่ยังตื่นกลางคืนบ่อยๆ ตื่นทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ถ้าจะให้ดีจริงๆ คือ 3 เดือนไปแล้ว จะค่อนข้างเป๊ะ ตื่น 6 โมงเช้า ถ้าจะคลาดเคลื่อนก็ไม่เกิน 1 ชั่วโมง

ส่วนเรื่องแบ่งการดูแลลูกกับแฟน แฟนเป็นคนชอบซักผ้า เพราะไม่ค่อยไว้ใจเรา เขาจะถามเยอะ ซักยังไง ล้างเครื่องก่อนไหมอะไรทำนองนี้ ก็คุยกันให้เป็นหน้าที่เขาไป วันหยุดเขาจะตื่นเช้ามาซักผ้า มันเป็นความสุขที่เขาได้ทำ ส่วนเราหลักๆ นอกจากเลี้ยงลูกก็ล้างขวดนม เพราะเขาปั๊มนมก็เหนื่อยแล้ว เราทำอะไรได้ก็ทำ เพราะเราจะรู้ว่าตรงไหนที่เขาเริ่มเหนื่อยล้า เราจะเข้าไปช่วย ถ้าเสื้อผ้าลูกเลอะเยอะ บางช่วงท้องเสีย ก็เอาไปซักมือก่อนแล้วตากไว้ เวลาซักเครื่องจะได้ออก”

อ่านมาถึงตรงนี้ บอกเลยว่าเชฟจอนนี่ไม่ใช่คุณพ่อตัวอย่างเท่านั้น แต่ยังเป็นสามีแห่งชาติ เพราะทุ่มเททั้งการเลี้ยงลูกและดูแลภรรยาเป็นอย่างดี จนทำให้บรรดาแม่บ้านต่างต้องอิจฉาคุณโอ๊ตเป็นแน่

ดูแลลูกไปพร้อมกับดูแลภรรยา

“แฟนมีภาวะซึมเศร้าหลังคลอด มีวันนึงเขาร้องไห้ เพราะลูกร้องแล้วเขาทำอะไรไม่ได้ ทำให้หยุดร้องไม่ได้ เอาลูกเข้าเต้าก็ไม่กิน และด้วยความเป็นแม่ เขาจะมีน้อยใจบ้าง เพราะทำหน้าที่แม่ได้ไม่ดี ทำได้ไม่เต็มที่ อย่างเวลาอุ้ม เขาไม่ได้อุ้มตลอด จึงไม่รู้ว่าเด็กคอแข็งแล้ว เริ่มขยับ เริ่มดิ้น เลยเกือบทำลูกหลุดมือบ้าง เขาก็เสียใจ แล้วลูกไม่ติดแม่ อุ้มก็ร้อง เพราะเขาอุ้มไม่ถนัด ท่าอุ้มลูกคงไม่คุ้น

อีกปัญหาหนึ่งของแม่คนนี้คือ ลูกไม่ค่อยเข้าเต้า ได้ลองทำทุกอย่างแล้ว แต่เด็กติดจุกนม เพราะช่วงแรกน้ำนมน้อย เลยกินนมผง และอาจจะเป็นเพราะเจไดเป็นเด็กใจร้อน เวลากินจะกินเร็ว แล้วนมแม่ไม่ได้ดั่งใจ ทุกวันนี้กินนมแม่ 100% แล้ว เริ่มกินนมแม่ล้วนตอน 2 เดือน จากนมผงมาเป็นนมแม่ก็ไม่มีปัญหาอะไร เราก็ปลอบเขา บอกว่าไม่มีอะไร ค่อยๆ ปรับตัวกันไป ต้องเรียนรู้กันทั้งคู่ สุดท้ายเขาก็ต้องช่วยอยู่แล้ว เพราะเรื่องนมต้องมาจากเขาเป็นหลัก คือต้องมีนมให้พอกับความต้องการของลูก ตอนนี้คือแฟนก็ทำได้หมดในเรื่องของการดูแลลูก เราเองก็อยากให้เขาทำ เพราะเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก ลูกจะมองเราด้วยสายตาขอบคุณ อยากให้เขาได้รับความรู้สึกนี้ แล้วอยากให้ลูกได้เรียนรู้ด้วยว่า อยู่กับพ่อหรือแม่ก็ได้”

การเลี้ยงของบ้านนี้ เราจะเลี้ยงแบบไม่โกหก เช่น รีบนอนนะเดี๋ยวตุ๊กแกกินตับ เราจะไม่สอนแบบนั้น ถ้าฉีดวัคซีนจะไม่บอกว่ามดกัด จะบอกลูกว่าเดี๋ยวหนูจะโดนฉีดวัคซีนนะ จะได้ไม่ป่วย ไม่เป็นอะไร กินยาก็บอกว่านี่ยานะลูก รู้ว่าไม่ชอบแต่ต้องกิน จะไม่บอกว่าน้ำหวาน

เลี้ยงลูกสไตล์เชฟจอนนี่

“สิ่งที่ได้ยินมาตลอดคือ เด็กยิ่งอายุเยอะ ยิ่งเลี้ยง ยิ่งเหนื่อย ที่เหนื่อยขึ้นเพราะเขาจะไม่อยู่นิ่ง แต่เราสบายใจกว่า ไม่ว่าอะไรเราสามารถรับมือได้ ไม่เหมือนช่วงแรกๆ ที่ไม่ค่อยเหนื่อย แต่เราต้องปรับตัว ไม่ได้นอน จากคนที่นอนกลางคืน กลายเป็นตื่นทุก 2 ชั่วโมง ทุกวันนี้ยังไม่เคยนอนเกิน 4 ชั่วโมงเลย พอเขาพลิกตัวหรือมีเสียง เราจะรู้สึกตัวแล้วรีบไปดูลูก ถ้าเป็นไปได้ อยากให้พ่อแม่เลี้ยงเอง เราคุยกับเพื่อนมาเยอะ ส่วนใหญ่ที่ให้คนอื่นเลี้ยง มักบอกว่าสบายตัวแต่ไม่ได้ดั่งใจ จะอึดอัดเป็นเรื่องๆ ไป เช่น การเลี้ยงดูของญาติ แล้วพูดไม่ได้ ถ้าเราเลี้ยงเอง เราสามารถสอนเขาได้เต็มที่ อย่างเรื่องอุ้ม ปู่ย่าตายายจะบอกว่าอย่าอุ้มเยอะ เดี๋ยวติดมือ แต่เรากลับรู้สึกว่าอยู่ที่นิสัยเด็ก ถ้าเขาอยากให้เราอุ้ม เขาคงต้องการเรา อยากให้โอบกอดเขา เล่นกับเขา เหมือนว่ารู้สึกปลอดภัย

การเลี้ยงของบ้านนี้ เราจะเลี้ยงแบบไม่โกหก เช่น รีบนอนนะเดี๋ยวตุ๊กแกกินตับ เราจะไม่สอนแบบนั้น ถ้าฉีดวัคซีนจะไม่บอกว่ามดกัด จะบอกลูกว่าเดี๋ยวหนูจะโดนฉีดวัคซีนนะ จะได้ไม่ป่วย ไม่เป็นอะไร กินยาก็บอกว่านี่ยานะลูก รู้ว่าไม่ชอบแต่ต้องกิน จะไม่บอกว่าน้ำหวาน

ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะดูไปจนเขาเข้าโรงเรียน เนอร์สเซอรี่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็น เพราะถ้าเราดูแลเองได้น่าจะดีกว่า เพราะเป็นช่วงเวลาทองของลูก เราเลี้ยงเขาแบบตัวต่อตัว อยู่เนอร์สเซอรี่เขาไม่ได้มีเวลาให้ลูกเราขนาดนั้น เลี้ยงเองอยากสอนอะไรก็ได้หมด เปิดเพลงให้เขาฟังเขาก็รู้เรื่อง ตื่นเช้ามาเราร้องเพลงเขาก็ยิ้มแล้ว เพราะได้ยินอะไรที่เขาชอบ เราเองก็รู้ดีที่สุดว่าเขาชอบกิจกรรมอะไร ตั้งใจเลี้ยงเขาให้ดีที่สุด ในเรื่องของสังคม ก็จะมีเรื่องของการเข้าโรงเรียน ก็จะคิดไปไกลเลยว่าอยากให้เขาเรียนที่ไหน อยากให้เขาเป็นคนแบบไหน จะสอนเขายังไงให้เขาเป็นคนดี ไม่รังแกเพื่อน ไม่ดูถูกคน มันมีหน้าที่อีกเยอะที่ต้องคิด”

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงเป็นแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตของเรามาโดยตลอด ทั้งในเรื่องของความเพียร ความเสียสละ ความกตัญญู และความพอเพียง ในฐานะพ่อคนหนึ่ง จึงอยากเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก เป็นหลักให้กับเขา อย่างที่พระองค์ทรงเป็นให้กับคนไทยเสมอมา

“พ่อ” ผู้เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต

เมื่อมาถึงคำถามสุดท้าย เราถามเชฟจอนนี่ถึงบุคคลผู้เป็นแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของเขา  หลังจากใช้เวลาเรียบเรียงความคิดอยู่พักหนึ่ง เขาก็กล่าวว่า “ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงเป็นแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตของเรามาโดยตลอด ทั้งในเรื่องของความเพียร ความเสียสละ ความกตัญญู และความพอเพียง ท่านทรงเป็นนักปฏิบัติที่แท้จริง ท่านไม่เพียงแค่สอน แต่ท่านลงมือทำให้ดูก่อนว่าสิ่งที่ท่านสอนนั้นทำได้จริง ท่านทรงเป็นแบบอย่างของการเรียนรู้จากการลงมือทำ การแก้ปัญหา และการวางแผนเพื่อพัฒนา ซึ่งเห็นได้จากโครงการในพระราชดำริของท่าน ในฐานะพ่อคนหนึ่ง จึงอยากเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก เป็นหลักให้กับเขา อย่างที่พระองค์ทรงเป็นให้กับคนไทยเสมอมา”

 

เรื่องและภาพ :  Piyamart

 


ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ พ่อผู้เป็นแรงบันดาลใจ ได้ตลอดเดือนตุลาคมนี้ ที่เว็บไซต์ Mumraisin เพื่อส่งผ่านแรงบันดาลใจจากคุณพ่อคนหนึ่งไปถึงคุณพ่อคุณแม่ของลูกๆ ทุกคนค่ะ

Share
This Article

Related Article

06 June 2017

ตารางกิจวัตรประจำวันวัยเตาะแตะ INFOGRAPHIC

ฝึกวินัยเจ้าตัวเล็กได้ง่ายๆ ด้วยตารางสุดน่ารัก Mumraisin จัดให้ที่นี่ที่เดียว!

21 July 2017

7 ของเล่นกำลังฮิต ลูกมาขอ พ่อแม่ตามใจดีไหม

มีของเล่นหลายชนิด ที่ผู้ปกครองควรระมัดระวังเป็นพิเศษ (ทั้งการตัดสินใจซื้อให้ และคอยดูแลตอนเขาเล่น) มัมเรซิ่นมีมาอัพเดตให้คุณแม่ชาวมัมเรซิ่น ตามนี้ค่ะ

18 November 2017

คุยกับเพจ “เที่ยวทั้งบ้าน” กับเทคนิคเวิร์คๆ พาลูกไปตะลุยต่างแดน

เที่ยวทั้งบ้าน เพจท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวที่กำลังมาแรง มียอดไลค์กว่า 2 แสนคน อาจเพราะด้วยคอนเซ็ปต์ที่ว่า ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนก็จะไปกันทั้งบ้าน