10 November 17

ทำความรู้จัก “แม่แม็กซ์-มาลี พัฒนประสิทธิ์พร” คุณแม่สายกิจกรรมที่จะมาชวนแม่มัมสนุกไปกับคอลัมน์ “พาเลิร์น พาเพลิน”

Mumraisin ประเดิมคอลัมน์ใหม่ “พาเลิร์น พาเพลิน” ด้วยการพามาทำความรู้จักกับ “แม่แม็กซ์-มาลี พัฒนประสิทธิ์พร” คุณแม่สายกิจกรรมผู้อยู่เบื้องหลังการสรรสร้างเกมการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบสำหรับน้องบูดู เพื่อให้ลูกชายตัวน้อยได้เพลิดเพลินกับการเล่นอย่างมีความสุข

คุณแม่ท่านนี้ เป็นแม่เต็มเวลาที่สนุกกับการสรรหาของใกล้ตัวมาสร้างกิจกรรมต่างๆ ให้ลูกได้เลิร์นอยู่ตลอด และทราบมาว่าเธอกำลังจะทำ Home School ในแบบของตัวเอง Mumraisin จึงไม่พลาดทาบทามเธอมาเป็น Contributor ให้กับเรา และเราอยากชวนแม่มัมมาทำความรู้จักกับเธอในเรื่องของแง่คิดและมุมมองส่วนตัว ไปจนถึงแนวทางการเลี้ยงลูกค่ะ

ครอบครัวของแม่แม็กซ์และบูดู

ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้ มีสมาชิกด้วยกัน 3 คน คือ แม่แม็กซ์ พ่อนพ-นพรัตน์ ละมุล และน้องบูดู ด.ช.บูมิบุตรา ละมุล วัย 3 ขวบ เห็นชื่อจริงของน้องบูดูแล้ว Mumraisin อดได้ไม่ขอถามถึงความหมายของชื่อ แม่แม็กซ์จึงอธิบายว่า บูมิบุตรา หมายถึง บุตรแห่งแผ่นดิน

เติมเต็มชีวิตด้วยธรรมชาติ เติบโตท่ามกลางแมกไม้

สาเหตุที่แม็กซ์และพ่อนพตัดสินใจย้ายมาลงหลักปักฐานที่ริมน้ำโขง อ.เชียงของ จ.เชียงรายนั้น เป็นเพราะคนหนึ่งมองหาที่สงบสำหรับทำงานเขียน ส่วนอีกคนเบื่อชีวิตเมืองกรุงและการเป็นมนุษย์เงินเดือน เมื่อคิดจะสร้างครอบครัวจึงเลือกปักหลักที่เชียงของ โดยพ่อนพนั้นลาออกจากงานที่กรุงเทพมาเขียนหนังสือและเป็นอาสาสมัครที่กลุ่มรักษ์เชียงของอยู่ก่อนแล้วหลายปีแล้ว

“เราทั้งคู่เป็นคนไม่ชอบที่ที่วุ่นวาย คนเยอะ เราเลยอยู่ที่นี่ได้แบบไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก เพราะเชียงของเป็นเมืองเล็กๆ ติดชายแดนไทย-ลาวที่มีแม่น้ำโขงขนาบยาว ด้านหนึ่งเป็นเทือกดอยหลวง ส่วนอีกด้านกเป็นเทือกดอยยาว ถึงบ้านเราจะอยู่ใจกลางเมืองเชียงของ แต่ก็ไม่วุ่นวายเพราะเป็นอำเภอเล็ก ถึงไม่รู้จักชื่อเสียงบ้านช่องก็คุ้นหน้ากันหมด เราสามารถไปไหนมาไหน ใช้ชีวิตประจำวันภายในตัวเมืองได้แม้ไม่มีรถ ตอนที่ยังไม่กล้าเอาลูกซ้อนมอเตอร์ไซค์ เวลาจะไปไหนทีก็พากันเดินไปสองคนแม่ลูก จนใครๆ ก็ชมว่าบูดูเป็นเด็กเดินเก่งมาก

บ้านเราห่างแม่น้ำโขงแค่ 200 เมตร และถ้าเดินไปท้ายหมู่บ้านก็มีสายน้ำเล็กๆ และท้องนาให้ได้พักสายตา กิจวัตรอย่างหนึ่งของบูดูจึงเป็นการเดินเล่นริมแม่น้ำโขงไม่จุดใดก็จุดหนึ่ง ไม่ก็ไปดูน้ำสมท้ายหมู่บ้าน หรือพาขี่มอไซค์กินลมชมวิวสองข้างทาง”

หล่อเลี้ยงชีวิตด้วยงานสื่อสารมวลชน

“เราสองคนจบมาทางสื่อสารมวลชนเหมือนกัน ใช้การคิดการเขียนเลี้ยงตัวมาตั้งแต่สมัยทำงานประจำ พอย้ายมาอยู่ที่นี่ก็ยังทำงานแบบเดิมแต่กว้างขึ้น อิสระมากขึ้น เราเป็นฟรีแลนซ์รับงานผลิตสื่อต่างๆ งานวิจัย ประเมิน ฝึกอบรม การจัดทำแผน ฯลฯ ว่าง่ายๆ คืองานอะไรก็ตามที่ใช้ทักษะการคิด การเขียน การบรรณาธิการ ในโซนเนื้อหาด้านสังคมวัฒนธรรม แล้วก็เป็นอาสาสมัครเครือข่ายอนุรักษ์ฯ น้ำโขง โฮงเฮียนแม่น้ำของด้วย

พอเราทำงานแบบนี้ บวกกับสังคมที่เราอยู่ไม่ใหญ่นัก ไม่มีปัญหาจราจร จึงมีอิสระเรื่องเวลาพอสมควร ดังนั้นถึงเราจะเป็นครอบครัวเดี่ยวที่ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้องอยู่กันคนละภาค ก็สามารถเลี้ยงลูกกันเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพี่เลี้ยง เราให้เวลากับลูกได้เต็มที่ เรียกว่าเป็นแม่ได้เต็มเวลา ดูแลทุกเรื่องตั้งแต่ตื่นจนหลับ พ่อก็ช่วยดูแลลูกได้มากด้วย อีกอย่างจุดที่อยู่ก็เป็นสังคมที่อยู่กันอย่างพี่น้องเครือญาติ เราเลยเหมือนมีญาติมีครอบครัวอยู่ใกล้ๆ”

สอนลูกผ่านกิจกรรม

“ด้วยความที่เราชอบงาน DIY มาตั้งแต่เด็กๆ ประกอบกับเคยทำงานด้านเด็ก เคยเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัยมาบ้าง พอมีลูกและมีเวลาได้อยู่กับเขาเต็มที่ จึงอยากลองหยิบเอาสิ่งที่เราเคยเรียนรู้ เคยอ่านหรือเคยเห็นคนอื่นทำมาลองทำกับลูกบ้าง พอลูกเริ่มโตสักขวบกว่าๆ ก็หยิบจับของใกล้ตัวมาทำกิจกรรมกับลูก ซึ่งในช่วงลูกเล็กๆ ส่วนใหญ่จะเกี่ยวพันกับหนังสือ เพราะของเล่นชิ้นแรกของเขาถัดจากพ่อแม่ก็คือหนังสือ

อย่างตอนลูกหนึ่งขวบ ก็เอาฟักทองที่พ่อได้มาจากชุมชนตอนไปทำงาน มาวางปนกับของเล่นให้เขากลิ้ง ลากไปมาเต็มที่ คือตอนนั้นเขามีนิทานเล่มโปรดคือ Harvey and the pumpkin เราเลยอยากพาเขาให้รู้จัก pumpkin จริงๆ หลังจากนั้นก็เปิดนิทานเล่าไป ให้จับให้ดูของจริงไป จากนั้นก็หั่นให้จับเนื้อในเลย แล้วก็เอาไปนึ่ง ให้เขาจิ้มน้ำตาลกินวันนั้นเลย ผลคือลูกรู้จัก pumpkin ก่อนคำว่าฟักทอง และชอบกินซุปฟักทองมากในช่วงนั้น 5555

เราจะเลี้ยงลูกสอดคล้องไปกับวิถีของครอบครัวเรา บ้านเราเป็นบ้านหนังสือ ทำงานเกี่ยวพันกับธรรมชาติ สังคม วัฒนธรรม พ่อแม่ก็ไม่ได้เป็นคนมีวินัยเป๊ะมาก และเราก็ไม่ใช่ครอบครัวที่ร่ำรวยอะไร เพราะฉะนั้นการเลี้ยงลูก การทำกิจกรรมอะไรกับลูกมันก็เลยสอดคล้องไปกับกิจวัตรพ่อแม่ เช่น ทำขนม-กับข้าว เก็บผัก ทำงาน, ใช้วัสดุใกล้ตัว เช่น ของที่มีในบ้าน ธรรมชาติรอบๆ ตัว และต้องเป็นกิจกรรมที่ประหยัด ที่สำคัญเราต้องเล่นกับเขาด้วย คือพาทำ พาเล่น พาเพลิน เดี๋ยวเขาก็ค่อยๆ เรียนรู้และพัฒนาไปเอง ส่วนใหญ่ตอนที่คิดว่าจะหยิบอะไรขึ้นมาเล่นกับลูก ไม่ค่อยนึกถึงว่าการเล่นนั้นจะพัฒนาด้านไหนของลูก คิดแต่ว่าลูกจะสนุกไหม ส่วนตัวคิดว่าจะเล่นกับลูกอย่าคิดเยอะเอาสนุกไว้ก่อน เพราะเด็กทุกคนสุขกับเรื่องง่ายๆ นี่คือสิ่งที่ธรรมชาติประทานมา และถ้าเล่นแล้วลูกไม่สนุกก็ไม่เสียเซล์ฟนะ เราก็แค่มาพิจารณาดูในรายละเอียดของมันอีกที เช่น อาจยากเกินวัยเขาไปไหม อุปกรณ์ไม่เอื้อหรือเปล่า แล้วก็ปรับหรือรอเวลาแล้วค่อยหยิบมาเล่นกับเขาใหม่ แต่ส่วนใหญ่ที่เล่นด้วยกันมา ลูกก็สนุกกับทุกกิจกรรม”

 

จุดเริ่มต้นของ Home School

“จริงๆ เรื่อง Home School อยู่ในความคิดเรามาตั้งแต่ยังไม่มีแฟน คือตอนทำงานมีโอกาสสัมภาษณ์พ่อแม่ที่ทำ Home School เราเห็นเด็กเหล่านั้นแววตาเขามีความสุขมาก จนรู้สึกอิจฉาเด็กขึ้นมาเลย และมองย้อนกลับมาที่ตัวเองคือ เราเสียเวลาในชีวิตไปเป็นสิบๆ ปี เพื่อจะเรียนรู้สิ่งที่เราไม่มีความสุขกับมัน สิ่งที่เราไม่รู้ว่าจะรู้มันไปเพื่ออะไร เพราะส่วนตัวเป็นคนชอบงานประดิดประดอยต่างๆ แต่ยิ่งเรียนสูงขึ้นๆ เวลาที่โรงเรียนในเรื่องแบบนี้ยิ่งหดสั้นลงเหลือแต่วิชาการ พอมีลูกเราก็ไม่อยากให้ลูกเสียเวลาไปแบบนั้น เขาควรได้ใช้ช่วงเวลาที่เหมือนกับดอกไม้บานของเขา คือช่วงเวลาที่เขามีพลังการเรียนรู้มหาศาลนี้ไปกับเรื่องที่เขามีความสุขด้วยวิธีการเรียนรู้ในแบบของเขาเอง  โดยที่มีเราทำหน้าที่เอื้ออำนวยให้เกิดกระบวนการเรียนรู้นั้น ซึ่งถ้าวันหนึ่งเขารู้สึกว่าวิธีการเรียนรู้แบบนี้ไม่เหมาะกับเขา อยากเข้าไปในระบบโรงเรียน เราก็ไม่ปฏิเสธหรือเสียความรู้สึก เราคิดว่าวิธีการเรียนรู้มันเป็นเรื่องของจริตแต่ละคน ซึ่งเราเป็นแม่ก็ต้องเรียนรู้จริตในการเรียนรู้ของลูก ซึ่งถ้ารู้เร็วก็เป็นประโยชน์กับลูก

เรื่องนี้กฎหมายเปิดช่องให้กับครอบครัวตั้งแต่ปี 2542 เรารู้ว่ามันทำได้ และทำได้ในหลายแบบตามความพร้อมและเงื่อนไขของแต่ละครอบครัว ประกอบกับเราปลดล็อคความคิดที่ถูกฝังหัวต่อๆ กันมาว่าลูกต้องจบปริญญาได้ และคู่ชีวิตเราก็เห็นสอดคล้องกัน ฉะนั้นพอรู้ว่ามีลูกก็คิดไว้แล้วว่าจะเดินทางนี้แหละ ยิ่งสมัยนี้เทคโนโลยี สื่อต่างๆ มันเอื้อทั้งในเรื่องความรู้ ไอเดียและการหาเพื่อนที่คิดคล้ายกัน เราก็เลยไม่รู้สึกกังวลอะไรกับเส้นทางนี้ คือเราพร้อมจะเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับลูก”

Share
This Article

Related Article

16 February 2018

Happy Together ช่วงเวลาต้องมนต์ของเราสามคน

Happy Together แพ็คเกจถ่ายภาพสุดยอดเมคโอเวอร์ครั้งยิ่งใหญ่ของคุณแม่กับเบบี๋ในครรภ์พร้อมคุณพ่อ โดยช่างภาพแฟชั่นคนดังที่ถ่ายปกและถ่ายแฟชั่นให้กับนิตยสาร

12 March 2018

ว่าที่ลูกเขย (ในมโน)

พาเหรดว่าที่ลูกเขยคนดังในอนาคต หล่อ งานดี โปรไฟล์เริด

09 July 2018

5 อาหารต้องห้าม ระหว่างตั้งท้อง

การตั้งครรภ์ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตของผู้หญิงก็ว่าได้ ลองมาดูกันค่ะว่าอาหารและเครื่องดื่มอะไรที่เป็น อาหารต้องห้าม คนท้องควรเลี่ยงอย่างเด็ดขาด