09 September 17

Must Read! คุยกับครู “ปรีดา ปัญญาจันทร์” ผู้เปลี่ยนบทเรียนให้กลายเป็นนิทานแสนสุข

กว่าจะมาเป็นครูปรีดา นักวาดและนักทำนิทานแถวหน้าของเมืองไทยอย่างทุกวันนี้มีเส้นทางและเรื่องเล่าที่น่าสนใจ ซึ่งมัมเรซิ่นอยากพาคุณพ่อคุณแม่ไปรู้จักให้มากขึ้น ว่าเบื้องหลังของคนทำนิทานเล่มที่ลูกของเราถืออ่านนั้นมีแรงบันดาลใจอย่างไรบ้างกันค่ะ

ในแวดวงคนทำนิทานและวาดภาพประกอบสำหรับเด็ก ไม่มีใครไม่รู้จักคุณครูท่านนี้ค่ะ “ปรีดา ปัญญาจันทร์” เจ้าของผลงานนิทานกว่า 200 กว่าเล่ม และบางเล่มได้แปลเป็นภาษาต่างประเทศถึง 4 ภาษาอีกด้วย เช่น เม่นหลบฝน พระจันทร์อยากมีเพื่อน ดอกไม้ใกล้ตัว ราชากะฤาษี ฯลฯ

 

 

กว่าจะเป็น “ครูปรีดา”

จากเด็กชายคนหนึ่งที่ยายและพี่ชายที่มักอ่านนิทานให้ฟังเป็นประจำจนชอบเล่านิทานเสียเอง และได้เห็นลายเส้นของครูเหม เวชกรจนเป็นแรงบันดาลใจให้อยากวาดภาพประกอบตั้งแต่เด็กๆ จึงหัดวาดไปเล่าไปให้เด็กๆ ข้างบ้านฟัง จนปัจจุบันได้เป็นทั้งนักทำนิทาน นักวาดภาพประกอบสำหรับเด็ก นักทำสื่อศิลปะสร้างสรรค์ และคุณครูผู้เป็นที่รักของเด็กๆ ค่ะ

“ครูปรีดาเรียนเอกศิลปะและวัฒนธรรมของคณะมนุษยศาสตร์ ที่ มศว ตอนนั้นพี่ๆ คณะอื่นเรียนวิชาหนังสือสำหรับเด็ก ต้องทำนิทานส่งอาจารย์ เลยมาหาคนวาดรูปประกอบ ตอนนั้นเพื่อนๆ ในเอกไม่มีใครรับทำเลยนอกจากครูคนเดียว ครูเลยได้วาดมาตั้งแต่เรียนปี 1 พอปี 2 ก็มีคนรู้จักมากขึ้น ครูรับวาดให้ประมาณ 40-50 คน เลยได้อ่านนิทานเยอะมาก โดยเฉพาะนิทานพื้นถิ่น นิทานประจำภูมิภาคจากทั่วประเทศ เราได้อ่าน ได้ฝึกแบ่งขั้นตอน แบ่งเหตุการณ์ แบ่งหน้ากระดาษ ทำจนเกิดความชำนาญด้วยตัวเอง”

เริ่มต้นเป็นนักวาดนิทาน

ผลงานของบรรดานักศึกษาในขณะนั้นจึงมีแต่ชื่อของ “ปรีดา ปัญญาจันทร์” เป็นคนวาดภาพ พอดีกับในช่วงปี พ.ศ. 2522 มีสำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือสำหรับเด็กโดยเฉพาะกำลังจะเปิด คืออาจารย์วิริยะ สิริสิงห จากชมรมเด็ก และอาจารย์วาทิน ตันตินิรันดร์จากปาณยา มาขอเรื่องของนักศึกษาจากอาจารย์สมบูรณ์สมบูรณ์ ศิงฆมานันท์ (ผู้ก่อตั้งสาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก) เพื่อนำไปตีพิมพ์ ซึ่งมีผลงานวาดของครูปรีดาติดไปด้วยค่ะ

“สมัยก่อนอาชีพเขียนภาพประกอบไม่ค่อยมี จะมีก็แต่ระดับศิลปินอย่างอาจารย์อรุณ วัชระสวัสดิ์ และท่านอื่นๆ มาเขียน แต่ที่เป็นนักวาดภาพประกอบจริงจังเลยนั้นยังไม่ค่อยมี ครูเลยเป็นคนแรกๆ ที่สำนักพิมพ์ติดต่อไปให้วาด เพราะฉะนั้นครูเลยมีผลงานตีพิมพ์ครั้งแรกตอนเรียนปลายปี 2 ได้รับรางวัลตอนปี 3 ฝึกงานที่สำนักพิมพ์ตอนปี 4 พอเรียนจบปุ๊บครูก็ได้ไปทำงานที่สำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือเด็กโดยเฉพาะต่อทันที มันเหมือนเส้นทางถูกขีดไว้ตั้งแต่เรียนปี 1 แล้ว จนนึกไม่ออกเลยว่าจะไปทำอย่างอื่นจะทำได้ไหม”

ต่อเติมความฝันให้แข็งแรง

การทำงานหนังสือสำหรับเด็ก หากไม่ได้เข้าใจเด็ก ก็อาจไม่เข้าถึงแก่นแท้ของสิ่งที่กำลังทำอยู่ได้ ครูปรีดาจึงเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์จนได้ค้นพบศาสตร์ความรู้อันหนึ่งขึ้นมา และได้นำศาสตร์นี้มาเป็นหัวใจหลักในการทำงานเพื่อเด็กจนถึงปัจจุบัน

“คิดได้ว่า ถ้าเราทำหนังสือเด็ก แต่เราไม่เคยเจอเด็กเลย ไม่เข้าไปสอน ไม่เข้าไปเล่านิทานให้เด็กฟังเลย มันแห้งแล้งนะ ตอนนั้นที่สำนักพิมพ์ปาณยาทำโรงเรียนอนุบาลด้วย อยู่ในรั้วเดียวกันเลย ครูก็เลยขอเข้าไปสอนศิลปะ แต่เข้าไปสอนได้ 5 นาทีเท่านั้น เหงื่อท่วมเลย เพราะอยู่กับเด็กไม่ง่ายอย่างที่คิด ครูเลยกลับไปตั้งหลัก ทีนี้เลยใช้วิธีเล่านิทานให้เด็กฟังและวาดรูปประกอบไปด้วย จนครูได้พบศาสตร์หนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือศาสตร์การสื่อสารกับเด็กอนุบาล โดยครูจะใช้รูปวาดที่ง่าย ใช้ภาษาที่ง่าย คิดวิธีเล่านิทานให้เด็กไม่งง”

เมื่อครูปรีดาค้นพบแนวทางแล้ว พอย้ายมาทำงานกับสำนักพิมพ์ชมรมเด็ก ครูก็เลยนำวิธีสอนศิลปะเด็กแบบนี้ไปสอนตามโรงเรียนเอกชนต่างๆ ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงประถมศึกษา และพัฒนาวิธีการสอนมาเรื่อยๆ

“ครูอยากสอนอะไรที่มันสนุกกว่า หวือหวากว่าหลักสูตรของกระทรวงฯ เลยพัฒนาความรู้ มีการจัดค่ายหรือคอร์สต่างๆ ทำต่อยอดมาเรื่อยๆ ตัวครูปรีดาเองขลุกอยู่กับโรงเรียนมามาก จะเห็นว่าหลักสูตรและวิธีการสอนต่างๆ มันสามารถนำนิทานเข้าไปช่วยได้ เอาศาสตร์ของหนังสือเด็กไปทำได้”

นิทานสไตล์ครูปรีดา

ปัจจุบันผลงานของครูปรีดามีมากกว่า 200 ชิ้น โดยเน้นการแต่งนิทานเพื่อให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านภาษา มีความรู้รอบตัว คณิตศาสตร์ และอื่นๆ

“หนังสือของครูปรีดาจะอยู่ในกลุ่มแต่งเพื่อให้เด็กอ่านออกเขียนได้ เรียนรู้เรื่องรอบตัว จริงๆ แล้วครูจะใช้หลักสูตรแกนกลางแล้วแต่งนิทานมาประกอบ ยกตัวอย่างล่าสุด ครูจะนำนิทานอีสปหรือนิทานคลาสสิคมาแต่งเขียนใหม่ เพื่อสอนเรื่องคณิตศาสตร์ เช่น เรื่อง กระต่ายกับเต่าก็สอนเรื่องระยะทาง ลูกหมูสามตัวสอนเรื่องขนาด หมากับเงาสอนเรื่องเงาสะท้อน เป็นต้น

หนังสือเล่มแรก

“เม่นหลบฝน” หนังสือเล่มแรกที่ครูวาดและแต่งเอง โดยใช้หลักสูตรแกนกลางเพื่อสอนเรื่องการนับจำนวนให้เด็กๆ เข้าใจง่าย

“ตอนที่สอนอยู่ที่โรงเรียน มีครูอนุบาลท่านหนึ่งมาบอกว่าให้ช่วยแต่งนิทานสอนคณิตศาสตร์ให้หน่อย ครูเลยมานั่งคิดว่า คณิตศาสตร์สิ่งแรกสุดคือ จำนวน คิดง่ายๆ คือการนับเพิ่ม พอได้หลักการตรงนี้จึงนำมาแต่งนิทาน ให้เหตุการณ์มีฝนตกแล้วสัตว์ต่างๆ ก็เข้ามาหลบฝนใต้ต้นไม้ทีละตัวจนครบ 10 ตัว และตัวสุดท้ายก็คือเม่น แต่เดิมครูเขียนว่าเพื่อนหนีหายไปหมดตอนเม่นมาหลบฝนเพราะกลัวขนเม่น แต่ทางสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์เล่มนี้บอกว่า ให้เปลี่ยนตอนจบใหม่เพราะอุปสรรคที่เกิดขึ้นเม่นไม่ได้ตั้งใจ ครูเลยเปลี่ยนใหม่ จบแบบมีความสุข”

ส่วนจะจบอย่างไรนั้น คุณพ่อคุณแม่คงต้องลองหาอ่านให้ลูกฟังสักเล่มแล้วล่ะค่ะ ขอบอกว่าเรื่องนี้ เด็กๆ ชอบกันมาก

ทำสิ่งที่รักอย่างต่อเนื่อง

“ถ้าถามว่าครูทำอาชีพอะไร ครูก็จะตอบว่า อาชีพวาดรูปขาย สำหรับคนทั่วไปก็จะเข้าใจชัดขึ้น แต่คนในแวดวงจะเรียกว่าคนทำนิทาน นักวาดภาพประกอบนิทาน และทั้งหมดนี้คือเส้นทางที่ครูเดินทางมา”

ปัจจุบันครูปรีดาก็ยังคงสร้างสรรค์นิทานต่อไป คิดและผลิตเรื่อยๆ เพื่อช่วยพัฒนาเด็กๆ ในด้านต่างๆ ผ่านนิทานและศิลปะที่สนุกสนาน แอบกระซิบว่าในเดือนหน้าจะได้เห็นผลงานใหม่ๆ อีกหลายเล่มแน่นอน นอกจากนี้ครูปรีดายังได้เป็นวิทยากรอบรมคุณครูปฐมวัยทั่วประเทศโดยเน้น 3 หัวข้อคือ การทำหนังสือเด็กเล็กเพื่อส่งเสริมการอ่าน การแก้ปัญหาการอ่านออกเขียนได้ในภาษาไทย และเทคนิคการเล่านิทานและสื่อศิลปะจากนิทานค่ะ

“นิทาน” คือเครื่องมือพัฒนาเด็กได้ดีที่สุด

ด้วยความที่ครูปรีดาคลุกคลีและทำงานกับเด็กๆ มาเยอะ จึงรู้ว่านิทานคือเครื่องมือที่มีพลังในการสื่อสารกับเด็กได้อย่างดีที่สุด ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะอยากสอนอะไร ปลูกฝังเรื่องไหน หรือแม้แต่การส่งผ่านความรักความอบอุ่นก็ตาม นิทานสามารถช่วยได้

นิทานต้อง “อ่าน” ด้วยกัน

“คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องมีเทคนิคอะไรพิเศษเลย แค่ให้เขานั่งตัก และเราถือหนังสืออ่านให้ฟังเท่านั้นพอ ถ้าเป็นก่อนนอนก็เลือกนอนท่าไหนก็ได้ตามสบาย ผ่อนคลายที่สุด แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าจะนอนท่าไหนก็ตาม ลูกจะมาติดตัวเรา เขาจะมาชิดตัวเรา ซึ่งตรงนี้คือความใกล้ชิด ความผูกพัน ความสัมพันธ์ ความอบอุ่นมันเกิดขึ้น

ถ้าแม่ถือนิทานแล้วอยู่ในมุมที่ลูกมองไม่เห็น เขาจะจับหนังสือมาเอง ไม่ต้องห่วง เขาจะโวยวายเอง ถือเป็นบรรยากาศที่สนุกสนาน แสดงว่าเขากำลังสนใจฟังนิทาน แต่หากเราถืออ่านให้ฟังแล้วเขาไม่หือไม่อือ แสดงว่าพ่อแม่เลือกนิทานไม่ถูกใจ บรรยากาศการเล่านิทานก็ไม่เกิด ที่สำคัญคือชวนลูกไปซื้อด้วยกัน แล้วไม่ต้องซื้อเยอะ เอาที่พอทำได้ และอย่าน้อยใจหากลูกชอบแค่ไม่กี่เล่ม เอาแค่ไม่กี่เล่มนี่แหละเล่าให้สนุกก็พอ”

นิทาน…พัฒนาเด็กได้รอบด้าน

“ถ้าถอดรหัสนิทานดีๆ เราจะเห็นว่า นิทานพัฒนาได้ทุกเรื่อง เรื่องแรกสุดคือด้านอารมณ์และจิตใจ เรื่องที่สองคือจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เด็กจะสร้างสรรค์ไม่ได้ ถ้าไม่มีจินตนาการ นิทานคือตัวที่ทำให้เด็กรู้จักคิด เรื่องที่สามคือ ภาษา ภาษาที่อยู่ในนิทานคือภาษาวรรณกรรมที่มีการร้อยเรียงมาแล้ว เด็กจะได้ภาษาที่มากกว่าในชีวิตประจำวัน เรื่องที่สี่คือ เรียนรู้สังคม นิทานบางเรื่องมีฉากเป็นต่างประเทศ มีการสอดแทรกศาสนาและวัฒนธรรมและวิถีชีวิต องค์ความรู้ต่างๆ มากมายเต็มไปหมด จึงช่วยเปิดโลกทัศน์ ปลูกฝังข้อคิด เป็นเครื่องมือที่เด็กได้เรียนรู้ทุกเรื่อง สรุปคือ นิทานยิ่งใหญ่กว่าที่คิด นิทานสำหรับเด็ก ไม่เล็กอย่างที่คิด

สุดท้ายครูปรีดาฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกในยุคที่มีเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตว่า

“ไม่อยากให้พ่อแม่ตื่นเต้นกับสื่อไอทีที่ทะลักไหลเข้ามา ต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าพ่อแม่ให้ลูกดูสื่อไอที ก็ไม่ต่างจากให้ลูกดูจอแสงเร็วกว่ากำหนด คุณพ่อคุณแม่ควรรู้ว่าเด็กควรดูได้เมื่อไหร่ ถ้าเด็กดูก่อนกำหนดมันมีหลายอย่างเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ตาที่ถูกทำลายด้วยแสง แต่มันกระตุ้นให้เด็กเป็นสมาธิสั้น สื่อเหล่านี้เด็กอาจดูด้วยความสนุก แต่ไม่ใช่การอ่านแบบดื่มด่ำ เพราะฉะนั้นอยากฝากว่า ไม่ต้องปฏิเสธสื่อสมัยใหม่ แต่ให้ระวัง และควรรู้ว่าจะต้องเริ่มเมื่อไหร่ก็พอ”

ครูปรีดา ปัญญาจันทร์ คืออีกหนึ่งบุคคลในแวดวงคนทำนิทานที่มัมเรซิ่นมาคุณพ่อคุณแม่มารู้จัก เพราะนิทานคือสื่อที่ใกล้ชิดลูกมากที่สุด การได้มารู้จักคนทำนิทานสำหรับเด็กจะทำให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจโลกในนิทานของลูกมากขึ้นค่ะ ส่วนครั้งหน้าจะเป็นใครนั้น รอติดตามได้เลยค่ะ

 

ดูคลิปเคล็ดลับการเล่านิทานให้สนุกฉบับ “ครูปรีดา” ได้ที่นี่

เคล็ดลับการเล่านิทานให้สนุก ฉบับ “ครูปรีดา”

 

Photo : ฐานิธ จันทร์สว่าง

Share
This Article

Related Article

16 February 2018

Happy Together ช่วงเวลาต้องมนต์ของเราสามคน

Happy Together แพ็คเกจถ่ายภาพสุดยอดเมคโอเวอร์ครั้งยิ่งใหญ่ของคุณแม่กับเบบี๋ในครรภ์พร้อมคุณพ่อ โดยช่างภาพแฟชั่นคนดังที่ถ่ายปกและถ่ายแฟชั่นให้กับนิตยสาร

23 February 2018

ลูกแพ้นมวัว แล้วคุณแม่จะให้ลูกดื่มนมอะไรแทน

หลายๆ คนเข้าใจว่า นมวัวนั้นดีที่สุดต่อลูกน้อย แต่หาก ลูกแพ้นมวัว ล่ะจะทำอย่างไร จริงๆ แล้วยังมีนมอื่นๆ ที่สามารถทดแทนได้ไม่ต่างกัน

08 September 2017

เช็กดวงประจำสัปดาห์ 10-16 กันยายน 2560

เช็กดวงประจำสัปดาห์ 10-16 กันยายน ครบทั้งเรื่องครอบครัว งาน-เงิน ลูกรัก หรือเรื่องเลิฟๆ สัปดาห์นี้ดวงดีไหม ต้องระวังเรื่องไหนบ้าง มาดูกัน