27 September 17

Live, Love, Travel with Mum Cindy สิรินยา บิชอพ

ซินดี้-สิรินยา บิชอพ อดีตนางงาม นักธุรกิจ นางแบบและพิธีกรอาชีพ ที่สำคัญเป็นภรรยาแสนสวยของคุณไบรอน บิชอพ และคุณแม่ (ที่สั่งสมประสบการณ์มาเกือบ 8 ปี) ของลูกน่ารักทั้งสองคน คือ เลล่า ลูกสาววัย 7.5 ปี และเอเดน ลูกชายวัย 5 ขวบ ที่ผ่านมาไม่ค่อยพาครอบครัวออกสื่อเท่าไหร่นัก แต่วันนี้ ซินดี้ สละเวลาช่วงวันหยุดของเธอมานั่งคุยกับ Mumraisin เพื่ออัพเดทชีวิตทั้งเรื่องงาน เรื่องท่องเที่ยวเดินทาง และภารกิจสำคัญของการเป็น “แม่” ให้เราได้ Live & Learn ไปด้วยกันค่ะ

My Life & Work Now อัพเดทชีวิตและภารกิจงาน

ชีวิตและการงานช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ

ชีวิตช่วงนี้ของซินดี้มี Project ที่ทำต่อเนื่อง คือ Asia’s Next Top Model Season 6 ที่กำลังเจรจากันอยู่ นอกจากนี้ก็มีพวกงานอีเว้นท์ต่างๆ ในกรุงเทพฯ ยังคงเป็นพิธีกร มีงาน Social media ของตัวเอง และมี Product ที่ซินดี้เป็นเจ้าของคือ Mama’s Secret ซึ่งตอนนี้ทำมา 4 ปีแล้ว เน้นขายออนไลน์ เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิว มีทั้งออยล์ โลชั่น intensive body cream สำหรับคุณแม่ท้องโดยเฉพาะ ซึ่งคนทั่วไปก็ใช้ได้นะคะ เแต่เราเน้นกลุ่มแม่ท้องเป็นพิเศษ เพราะว่าหลังจากที่ซินดี้คลอดเอเดนแล้ว มาคิดทบทวนว่าตอนที่เราท้อง ซินดี้เป็นคนที่ผิวแห้งมาก แล้วก็ไม่มีครีมที่ตอบโจทย์เรา ซินดี้เลยทำครีมตัวนี้กับทีมคุณหมอขึ้นมาเอง ตอนนี้ถือว่าไปได้เรื่อยๆ ในประเทศไทย และก็มีตัวแทนจัดจำหน่ายขยายไปต่างประเทศ เช่น ลาว เวียดนาม ล่าสุดไปดูไบด้วยค่ะ

Social Media ที่คุณซินดี้ทำเองมีอะไร และอย่างไรบ้างคะ

เป็น YouTube Channel ชื่อ Cindy Sirinya Bishop (https://www.youtube.com/channel/UCD03oERt3WEDCDaqtDGYoBQ)  เป็น VLOG ติดตามดูเบื้องหลังการทำงานของซินดี้ 1 วัน ว่าทำอะไรบ้าง แต่เราทำกันเองนะ เพราะไม่ได้อยากให้ดูเป็นโปรดักชั่นตั้งใจเกินไป อยากให้คนรู้สึกว่ามากับเราจริงๆ แล้วก็มี Q&A ที่ซินดี้จะมานั่งตอบคำถามต่างๆ ที่แฟนๆ ถามกันเข้ามาใน IG (https://www.instagram.com/cindysirinya/) มี Travel BLOG กับลูกๆ (https://www.cindysirinya.com/index) ที่มีเซ็คชั่นบอกเล่าเรื่องครอบครัวว่าวันหนึ่งๆ เราทำอะไรกันบ้าง เพราะลูกๆ มีแฟนคลับค่อนข้างเยอะ (หัวเราะ) คิดว่าเขาอยู่ในวัยที่กำลังเริ่มเข้าใจ คือก่อนหน้านี้เราไม่กล้าที่จะเปิดชีวิตขนาดนี้ เพราะค่อนข้างกลัวว่าเรากำลัง expose เขาเกินไปหรือเปล่า ก็ยังต้องคิดดีๆ เพราะเราเป็นผู้ใหญ่เราพร้อมแล้ว แต่การที่จะเปิดเรื่องลูกสู่ public เราก็ยังต้องระวัง จะเลือกทำเฉพาะบางอย่างที่เราคิดว่าจะเป็นประโยชน์หรือเป็นแนวที่ดีให้กับครอบครัวอื่นๆ ได้

แล้วลูกทั้งสองคนมี Social media ของตัวเองไหมคะ

ไม่มีค่ะ ไม่มีแน่นอน แต่เขารู้ว่าเรามี YouTube Channel เขาก็จะเข้าไปดู แล้วมีส่วนร่วม อยากทำแบบนั้นแบบนี้ ซินดี้คิดว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการปลูกฝังให้เขาเข้าใจแล้วใช้ในทางที่ถูก แล้วซินดี้ก็จะอธิบาย อย่างไม่นานมานี้ เราคุยกันเรื่องโฆษณา ซินดี้ถามเลล่าว่าการที่มีโฆษณาเลล่าคิดว่ามันมีผลไหม เขาก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ เราก็บอกต่อว่า เลล่าเคยบอกว่าอยากจะย้อมสีผม เพราะลูกชอบดูยูทูบที่มีผมสีม่วงๆ เห็นไหมเพราะเลล่าเห็นเขาทำ เลล่าก็อยากจะทำใช่ไหม เขาก็ใช่ๆ ซินดี้ด็เลยชวนคุยต่อว่า ไม่ใช่ทุกอย่างที่เขาโฆษณามันจะดีที่สุดแบบที่เขาบอกนะ

เลล่าต้องคิดนะว่าคนที่เขากำลังโฆษณาอยู่น่ะ เขาขายอะไร เขาอยากให้เราเชื่ออะไร ซินดี้ก็จะค่อยๆ คุย ค่อยๆ ปลูกฝังกัน เพราะเขาเริ่มโตแล้ว ยิ่งสำหรับเลล่า เราก็บอกเขาว่า เวลาเห็นคนที่อยู่ในโซเซียลมีเดีย หรือใครที่ดูสวยเพอร์เฟ็ค อย่าคิดว่าอันนั้นคือความจริงนะ เขาก็ตอบ…ใช่ๆ มามี้ ไม่มีอะไรที่เพอร์เฟ็คหรอก (หัวเราะ) คือเขาคิดแบบนี้ก็ดี เราก็ต้องคอยพยายามปลูกฝัง โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง และเราก็อยู่ในโลกในสังคมที่โพสต์รูปก็ต้องทำให้มันสวย แต่ซินดี้จะคอยหยอดความจริงลงไปตลอด ตอนถ่ายก็มีแบบไม่แต่งหน้าด้วย นี่คือความจริงนะ มันต้อง
บาลานซ์ ซึ่งลูกก็จะเห็นจากสิ่งที่เราเป็นค่ะ

I am a Mum & More ในความเป็นแม่ (และอีกมากมาย)

ความเป็นแม่เปลี่ยนชีวิตคุณซินดี้ไปยังไงบ้าง

คิดว่าการเป็นแม่สอนอะไรเราเยอะมาก จากที่เมื่อก่อนเราก็อยู่กันแบบเป็นตัวของตัวเอง มีอิสระ แต่พอมีลูก ลูกเป็นกระจกสะท้อนตัวตนของเราที่ดีมากเลยทั้งด้านดีและไม่ดี ซึ่งพอเราเจออะไรที่ต้องปรับ ทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น หรืออยากจะแก้ไขสิ่งต่างๆ ที่ไม่อยากให้ลูกได้เห็น ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ซินดี้คุยกับไบรอนตลอดเวลาเลย ว่าเราจะทำยังไงกันดีในเรื่องต่างๆ เราสองคนจะคุยกันและใส่ใจในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับลูก เกี่ยวกับความประพฤติต่างๆ และสิ่งที่ลูกจะเห็นจากเรา รวมไปถึงวิธีการที่เราจะสื่อสารกันในครอบครัวด้วยค่ะ

คุณซินดี้กับคุณไบรอนมีหลักคิดร่วมกันในการดูแลลูกอย่างไร

เราอยากให้ลูกมีความสุข อยากให้ลูกเป็นคนดี อยากให้เขาเชื่อมั่นในตัวเอง คือตอนนี้เขาอยู่ในวัยที่อยากลองโน่นลองนี่ และบางทีก็จะมีคำถาม หรือคำพูดออกมาว่า I’m not good enough หรือหนูไม่อยากทำแล้วหนูไม่เก่ง อย่างซินดี้พ่อแม่จะค่อนข้างผลักดัน ว่าเป็นคนเก่งนะ แต่บางทีก็ Push จนเกินไป ส่วนไบรอนคือตรงกันข้าม พ่อแม่ก็จะปล่อยและเขาเป็นคนชิลล์ ซินดี้เลยจะเป็นคนที่ค่อนข้าง Over achieve เครียดง่าย ทุกอย่างต้องเป๊ะๆๆ ไบรอนจะคอยบอกเรา ส่วนเราก็จะคอยเตือนเขา แล้วมันก็บาลานซ์กันพอดี

และพอมาถึงลูก อะไรที่เราเห็นว่าเขาเป็นเหมือนเรา เราก็จะพยายามพูดให้เขาเข้าใจตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะเหมือนเราจะระมัดระวังและใส่ใจมากกว่าคนรุ่นเก่าๆ รุ่นก่อนพ่อแม่ก็เลี้ยงกันไป ไม่ใช่ไม่รักนะ แต่ไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียด และการที่ลูกรู้สึกว่าเป็นตัวตน มี identity และเราพูดกับลูกเหมือนเขาเป็นผู้ใหญ่มันดีนะคะ…โอเค ตรงไหนต้องดุก็ดุจริงๆ แต่จะพยายามใช้เหตุผลกับเขา เพราะเราเชื่อว่าเขาฉลาดมาก แค่เขาไม่อยากทำเท่านั้นเอง และถ้าเราแค่ขู่ว่าเดี๋ยวโดนทำโทษ มันก็ไม่ได้มีประโยชน์ ต้องมาคุยกันดีที่สุด อย่างเรื่องพาลูกๆ ไปออกงานด้วย เราก็ต้องใช้วิธีอธิบายภาพรวมทั้งหมดก่อน ว่าเราจะทำอะไรกันบ้าง เขาจะเจออะไร แล้วขอความร่วมมือ คือเราต้องบอกเขาด้วยนะ ไม่ใช่ว่าจะลากเขาไปไหนมาไหนตลอดเวลา ลูกก็ไม่เอาด้วยสิ เพราะเขาก็มีความชอบไม่ชอบของเขา

ลูกทั้งสองคนแต่ละคนมี Identity แตกต่างกันยังไงคะ

เอเดนจะค่อนข้างชอบเอนเตอร์เทน เขามีความทะเล้น มีเสน่ห์ ชอบเล่นชอบทำให้คนหัวเราะ ซึ่งเราจะไปดุเขาตลอดเวลาหรือให้เขาอยู่ในกรอบก็ไม่ได้ เพราะนั่นคือตัวเขา แต่ก็ต้องพยายามอธิบาย ส่วนเลล่าจะมีความเจ้าระเบียบ เป๊ะ นิ่งกว่า มีสมาธิ มีความจำที่ดีมาก ถ้าชอบอะไรเขาจะมีความละเอียด คนนี้นิสัยจะเหมือนพ่อ คือ very in detail ส่วนเอเดนจะนิสัยเหมือนซินดี้ (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นสองคนก็จะไม่เหมือนกันเลย ตั้งแต่ตอนเบบี๋ อาจจะด้วยความเป็นผู้หญิงผู้ชาย แต่ก็เป็นบาลานซ์ที่ดีระหว่างสองคน เวลาเลล่าอยู่กับน้องเขาก็จะมีความกล้ามากกว่า แต่เวลาเอเดนอยู่กับเลล่าก็เหมือนเดิม (หัวเราะ) เลล่าเอาไม่อยู่จริงๆ

งานของคุณซินดี้มีความหลากหลาย และไม่เป็นเวลา แถมยังต้องเดินทางบ่อยๆ อีกต่างหากนะคะ

ใช่ค่ะ แต่ซินดี้คิดว่าลูกน่าจะเข้าใจนะคะ เพราะช่วงไหนที่อยู่เราก็จะอยู่ทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ และซินดี้กับไบรอนก็พยายามสลับกันอยู่กับลูก น้อยมากที่เราจะไปงานพร้อมกัน หรือถ้าในกรณีที่ต้องไปอีเว้นท์เดียวกัน เราก็จะมีพี่เลี้ยงหรือไม่ก็คุณแม่ซินดี้มาช่วย เขาก็ชินกับตรงนี้ คือจะดีหรือร้ายมันก็เป็นไลฟ์สไตล์ของครอบครัวเรา ก็ต้องปรับให้เข้ากันให้ได้ แต่เราก็พยายามหาเวลาที่จะอยู่ด้วยกัน อย่าง weekend เป็นช่วงเวลาของครอบครัว เราก็ไปเที่ยวกันจริงๆ จังๆ ค่ะ

Love Will Lead the Way ต้องให้ความรักนำทาง

เราบริหารจัดการมิติต่างๆ ในชีวิตของเรายังไงคะ

เราต้องทำทุกอย่าง แต่สิ่งไหนสำคัญที่สุดเราก็ต้องจัดการก่อน เช่น วันนี้ลูกไปโรงเรียน ใครดูแลรับส่ง กลับมาถ้ามีเวลา เราจะทำการบ้านด้วยกัน ช่วงนี้เลล่าต้องการการช่วยเหลือเรื่องการบ้าน ก็จะต้องเซ็ตเวลา หรือช่วงนี้กำลังต้องฝึกเทรนนิ่งเรื่องการว่ายน้ำ ก็เซ็ตเวลา หลังจากนั้นก็จะมีเรื่องงาน ถ้าเป็นงานอีเว้นท์ก็ต้องรับ แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องหาเวลาดูแลตัวเองด้วย อันนี้ซินดี้ยอมรับว่า บางทีก็ลืม แต่พอนึกขึ้นได้เราก็จะไปทำ เช่น ไปนวด ไปออกกำลังกาย หรือแม้แต่การนอนกลางวัน ซึ่งตอนนี้แค่ครึ่งชั่วโมงก็ยังดี หรืออย่างน้อย 10 นาทีก็ได้ เพราะซินดี้เป็นคนตื่นเช้า 6 โมงเช้าก็ต้องตื่นแล้ว แล้วถ้าคืนนั้นมีงานแต่ซินดี้ไม่นอนกลางวัน มันก็ส่งผลให้เราไปไม่รอด ไปไม่ไหว จะเหนื่อย หงุดหงิด คิดอะไรไม่ออก เพราะฉะนั้นก็ต้องมีเวลาของตัวเองด้วย ความสัมพันธ์กับสามีก็สำคัญนะ ซึ่งหลายคนมองข้ามตรงนี้ ถ้าพ่อแม่ไม่คุยกัน ก็ไม่ได้ ซึ่งทุกคู่ก็ต้องมีโมเม้นต์ที่แบบ ช่วงนี้คุยกันไม่ถูกคอ แต่สุดท้ายก็ต้องหาทางกลับมาเจอกันมาจูนกันให้ได้

แล้วคุณซินดี้มีเคล็ดลับตรงนี้อย่างไรคะ

คุยกันจนหูจะหลุดก็มี (หัวเราะ) คือถ้ามีปัญหาก็ต้องพยายามปรับความเข้าใจกัน ปรับเรื่อยๆ เพราะมันจะต้องมีอะไรบางอย่างที่เข้ามา จนเรารู้สึกว่ารับตรงนี้ไม่ไหว ถ้าเรากลับมาคุยกันว่า นี่…ช่วงนี้ฉันรู้สึกแบบนี้ ช่วงนี้เธอพูดแบบนี้ มันทำให้ฉันรู้สึกไม่ดี หรือช่วงนี้เหมือนยูไม่ซัพพอร์ตไอเลย ถ้าเราคุยกันแบบนี้ได้ อีกฝ่ายก็จะรู้ตัว อ้าวไอไม่รู้นะ เพราะว่าไอก็ยุ่งอยู่กับตรงนี้ งั้นไอขอโทษ จะพยายามมากขึ้น อะไรก็ว่าไป

เคยมีความคิดเห็นไม่ตรงกันเรื่องลูกบ้างไหม แล้วทำอย่างไร

ก็มีบ้าง คือเขาค่อนข้างใจอ่อนกับลูก และเขาจะใจเย็นกว่าซินดี้มาก สำหรับซินดี้กฎก็คือกฎ ไม่ก็คือไม่ บางทีเราเข้ามาเจอลูกดูทีวีก่อนนอน เราก็ไม่ได้ก่อนเลย เขาก็จะเข้ามาบอกว่า เดี๋ยวก่อนนะยู อันนี้อนุญาตกรณีพิเศษนะ ยูเข้ามาแล้วเข้ามาฟันธงแบบนี้ มันก็ทำให้เราเสียหน้าต่อหน้าลูก ยูต้องมาคุยกันก่อน ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะต้องเป๊ะๆ เราก็ อ๋อๆ โอเค หรือบางอย่างเช่น ช่วงนี้เราอยู่กับเลล่า แล้วสังเกตว่าเขากังวลอะไรสักอย่าง เราก็ต้องบอกให้ไบรอนรู้ว่าช่วงนี้อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้นะ คือเหมือนใครเจออะไรก็เอามาปรึกษากันเป็นทีมเวิร์ค เพราะลูกอาจจะ open up กับพ่อหรือแม่คนคนใดคนหนึ่ง เราก็ต้องมาแชร์ให้รู้ร่วมกันเพื่อช่วยกันค่ะ

Together We Travel! ตะลอนเที่ยวด้วยกัน มันส์ที่สุด

คุณซินดี้เดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัวบ่อยๆ มีเคล็ดลับอะไรมาแชร์บ้างคะ

เพราะบางครอบครัวอาจกังวลใจเวลาที่จะพาลูกเล็กไปเที่ยว

ไปเที่ยวเลยค่ะ ตอนลูกเล็กเราก็ปรับกันไปเนอะ เพราะมันก็มีอุปกรณ์ที่ช่วยเราได้เยอะ พวกรถเข็นเด็กอะไรอย่างนี้ แต่นอกเหนือจากเรื่องของอุปกรณ์ เราต้องดูสถานที่ที่เราจะไปด้วย ถ้าสถานที่นั้นมีลักษณะ kids-friendly คือเอื้อต่อการพาเด็กๆ ไปด้วย จะทำให้เราหายกังวลไปเยอะเลย เคยมีคนชวนไปรีสอร์ทที่สวยมากเลยแห่งหนึ่ง แต่ระเบียงมันเป็นช่องที่เด็กตกไปได้ ผลก็คือเราได้แต่อยู่ในห้อง ซึ่งไม่เอาอีกแล้ว จากนั้นเราจะเลือกแต่ที่ที่เด็กไปได้ แล้วก็แพลนทริป แต่อย่าแพลนแบบละเอียดประมาณว่า 8 โมงเช้าต้องโน่นนี่นั่น ถึงยังไงก็ต้องเผื่อเวลาที่ลูกจะร้องไห้ หลับ หรืองอแง และที่สำคัญอย่าคาดหวังเยอะ คือลองคิดว่าขาสั้นๆ ของลูกจะเหนื่อยไหม ถ้าต้องเดินทางไกลขนาดนั้น แล้วก็ค่อยๆ ปรับตามอายุของลูกจะดีกว่าค่ะ

จริงๆ พากันไปเที่ยวตั้งแต่ลูกอายุเท่าไหร่คะ

เบบี๋เลยค่ะ ทริปแรกที่ซินดี้พาเลล่าไปเที่ยว เขาอายุ 5 เดือนเองนะ คือสบายมาก เพราะเขากินนมกับนอนหลับสองอย่าง การเที่ยวกับลูกก่อนที่เขาจะเดินได้นี่สบายมากเลยนะคะ แต่พอ 2 ขวบนี่แหละเริ่มเดินไปไหนมาไหนเอง ให้นั่งดูไอแพดก็ไม่อยากดู ไม่สนใจ และหลังจากนั้นช่วงประมาณ 4 ขวบเริ่มดีขึ้น ช่วง 2-4 ขวบ คือช่วงวัยที่ยากที่สุด

อันที่จริง การเตรียมตัวไปเที่ยวของครอบครัว เราก็ดูจากไลฟ์สไตล์และกำลังของครอบครัวเราเป็นหลักค่ะ ครอบครัวเราแอคทีฟไหม ถ้าแอคทีฟก็ลุยเลย ไปเดินป่า แต่ถ้าชอบอะไรชิลล์ๆ ก็หาสถานที่แบบทะเล หรืออะไรที่ไม่ร้อนมาก หรือว่าเราสนใจเรื่องศิลปะและวัฒนธรรมการพาเด็กๆ ไปตั้งแต่ตอนนี้ เขาก็จะซึมซับตั้งแต่ตอนนี้ เห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญและน่าสนใจ

มีเหตุการณ์ไหนที่สะท้อนว่า ลูกของเราเขายังจำการเดินทางครั้งนั้นได้บ้าง

เลล่าจะจำได้ตั้งแต่ทริปที่เขาเป็นเบบี๋เลย อายุแค่ขวบสองขวบ พวกดิสนีย์แลนด์ ชอบไปตรงนี้ๆ ต้องกลับไปที่เดิม

สิ่งที่เราเห็นเป็นพัฒนาการสำคัญของลูกหลังจากพาเขาไปท่องเที่ยวคืออะไรคะ

เขาจะมีเรื่องคุย เขาไปทำโน่นทำนี่ ได้กลับมาแชร์ประสบการณ์กับเพื่อนๆ เพราะเวลาเดินทางเราก็ไปกัน 4 คน พ่อ แม่ ลูก ไม่มีผู้ติดตาม เขาก็ต้องดูแลตัวเองกัน ต้องแพ็คกระเป๋า ดูแลของ อย่างตอนนี้เลล่าเขาจัดกระเป๋าเองได้นะคะ ดูอะไรที่เหมาะไม่เหมาะ โดยเฉพาะเวลาที่อยู่ที่อเมริกา เขาก็เปลี่ยนชุดเอง ช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งตอนนี้เอเดนเขาก็ชอบที่จะเลือกเสื้อผ้าหรือพวกอุปกรณ์อะไรเองเหมือนกัน

คุณซินดี้มีะไรจะแชร์กับคุณแม่มัมเรซิ่นบ้างคะ

ช่วงเวลาของการเป็นแม่มือใหม่ถือว่าเป็นช่วงที่ต้องปรับตัวเยอะที่สุด อย่าไปคาดหวังหรือคิดเยอะ ว่าเราทำดีหรือเปล่า อย่าไปเปรียบเทียบกับคุณแม่คนอื่น เพียงแค่รับรู้ แลกเปลี่ยน แล้วนำข้อมูลมาปรับใช้กับเรา แต่อย่าเปรียบเทียบเพราะทุกคนไม่เหมือนกัน มันก็จะมีคนที่รู้สึกว่าง่ายเหลือเกิน แต่เราก็ไม่รู้ว่าจริงๆ ชีวิตของเขาเป็นอย่างไร เราทำโดยอิงลูกของเรา อิงครอบครัวของเรา ถ้าจับเขามาเป็นโฟกัส แล้วเราจะเข้าใจสิ่งที่ควรทำว่าคืออะไร ไม่มีใครมีตำราที่เพอร์เฟ็คที่สุดหรอก การเป็นแม่ เราก็ต้องลองผิดลองถูก แต่สุดท้ายถ้าเราทำด้วยใจรักและเราให้ความสำคัญกับตรงนี้ มันก็จะเป็นธรรมชาติเองค่ะ

 

Photo: ฐานิธ จันทร์สว่าง

ขอบคุณสถานที่: Bangkok Marriott Hotel Sukhumvit

Share
This Article

Related Article

29 November 2017

“ไฮเทคแบบดีต่อใจ” 9 วิธีจัดระเบียบ Device ในมือลูกรัก (และในมือคุณเอง)

รวม 9 วิธีฝึกลูก (และตัวเราเอง) ให้อยู่เหนือเทคโนโลยีและ Device ต่างๆ ได้…ไม่ใช่ให้มันเป็นนายเรา

27 November 2017

A Mum’s True Story : ใช้ชีวิตกับลูกวันนี้ ให้สุขที่สุด

เรื่องจริงแสนเศร้าของครอบครัวที่ต้องสูญเสียลูกรักวัยอนุบาลไปก่อนที่จะได้เติบโตงดงาม พร้อมคำถามในใจว่าเราใช้ชีวิตกับลูกวันนี้ให้ดีที่สุดหรือยัง

18 January 2018

Mum’s Review คราฟท์แฮม แบบโบราณ Trust Me I’m Chef

ลูกบ้านไหนชอบกินแฮม แต่แม่ๆ ก็หาเจ้าที่ดีจนการันตีคุณภาพไม่ได้ ไม่ต้องเสียเวลาตามหา แค่แวะมาดู Mum’s Review ที่ครั้งนี้เรามีรีวิว คราฟท์แฮม แบบโบราณ จาก Trust Me I’m Chef