13 September 17

เจาะลึก เข้าใจ เตรียมพร้อม หนีตาย จากภาวะ “ตกเลือดหลังคลอด”

คราวที่แล้ว หมอหวิว-คุณหมอสูติฯ คนเก่งของเรา ได้มาแชร์ประสบการณ์ “บทเรียนจากเรื่องจริง” อันแสนเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียคนไข้รายหนึ่งไปด้วยภาวะตกเลือดหลังคลอด หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนระหว่างคลอดที่อันตรายที่สุดถึงขั้นเสียชีวิต ที่แม่แม่และสมาชิกครอบครัวทุกคนควรเรียนรู้และตระหนัก

มาคราวนี้ หมอหวิว ขออธิบายขยายความให้แม่แม่ได้รู้และเข้าใจ “ภาวะตกเลือดหลังคลอด” นี้อย่างละเอียดกัน ไม่ใช่เพื่อให้ตระหนกตกใจ แต่เพื่อจะได้ระวังป้องกัน และเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ค่ะ

ตกเลือดหลังคลอดเป็นสาเหตุสูงเป็นอันดับ 1 ใน 5 ที่ทำให้แม่ตายในทุกประเทศทั่วโลก สำหรับเมืองไทย ภาวะนี้เป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้แม่ตาย โดยพบการตกเลือดหลังคลอดร้อยละ 1-5 ของการคลอดทั้งหมด มีแม่เสียชีวิตร้อยละ 2 ของการตกเลือดที่รุนแรง

มารู้จักการตกเลือดหลังคลอดอย่างละเอียดกันนะคะ

องค์การอนามัยโลก ให้คำจำกัดความของคำว่าตกเลือดหลังคลอด คือ เสียเลือดเกิน 500 ซีซี ภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด หากเสียเลือดมากกว่า 1,000 ซีซีถือว่ารุนแรง ประเทศสหรัฐอเมริกา กำหนดว่า คือ เสียเลือดเกิน 500 ซีซี หลังคลอดธรรมชาติ และมากกว่า 1,000 ซีซี  หลังผ่าตัดคลอดภายใน 24 ชั่วโมง  สำหรับประเทศแคนาดา ตกเลือดหลังคลอด คือ เสียเลือดจำนวนเท่าไหร่ก็ได้ แต่ทำให้แม่เสี่ยงต่อการเสียชีวิต

การคลอด ไม่ว่าคลอดเองตามธรรมชาติ หรือผ่าตัดคลอด แม่ต้องเสียเลือดทุกคน มากหรือน้อยเท่านั้น การคลอดจึงเปรียบประดุจการเข้าสู่สนามรบ บ้างขนานนามว่า คือธุรกิจเลือด (Bloody business)

ทำไมการคลอดต้องเสียเลือด ?  

เนื่องจากรกเป็นอวัยวะที่ส่งเลือดแม่ไปให้เด็กผ่านสายสะดือ จึงมีเลือดมาหมุนเวียนมาก โดย 1 นาที มีเลือดมาเลี้ยงรก 500-700 ซีซี เมื่อลูกคลอดแล้ว รกคลอดตาม หากร่างกายแม่ไม่สามารถห้ามเลือดบาดแผลที่รกเกาะได้ ภายใน 5 นาที จะเสียเลือด 2,500- 3,500 ซีซี หากชดเชยเลือดไม่ทัน แม่จะเสียชีวิตในทันที

แต่…ร่างกายมนุษย์มีกลไกการห้ามเลือดบาดแผลที่รกเกาะที่มีประสิทธิภาพอยู่ 2 วิธีคือ

1. หลังคลอดรก กล้ามเนื้อมดลูกมีการหดรัดตัว ห้ามเลือดที่บาดแผลที่รกเกาะได้

2. กลไกการแข็งตัวของเลือด ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือดที่มีเลือดซึมออกจากบาดแผลรกเกาะ

 

สาเหตุของ ตกเลือดหลังคลอด เกิดจากกลไกการห้ามเลือดเสียไป พบบ่อย 3 ประการดังนี้

1. มดลูกไม่หดรัดตัว (Uterine Atony) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยถึงร้อยละ 80 ของการตกเลือดหลังคลอด

2. มีการฉีกขาดของมดลูก หรือช่องทางคลอด ทำให้เสียเลือดเป็นจำนวนมาก กลไกการห้ามเลือดทำงานไม่ทัน

3. การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เช่น แม่เป็นโรค ครรภ์เป็นพิษ โรคเลือด โรคเกล็ดเลือดต่ำ ฯลฯ

 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ตกเลือดหลังคลอด

แม่บางคนตกเลือดหลังคลอดโดยไม่มีปัจจัยเสี่ยง แต่ส่วนใหญ่พบดังนี้

1. แม่ตัวเล็ก น้ำหนักน้อย โลหิตจาง เป็นโรคเลือด

2. แม่อ้วน มีโรคประจำตัว มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือครรภ์เป็นพิษ

3. แม่มีลูกหลายคน ท้องหลายท้อง ท้องที่แล้วเคยตกเลือดมาก่อน

4. แม่ผ่าตัดคลอดมาก่อน ท้องนี้มีรกเกาะต่ำ รกเกาะลึกผิดปกติ

5. คลอดธรรมชาติแต่เจ็บท้องนาน คลอดยาก เบ่งคลอดนาน ลูกตัวโต ต้องใช้เครื่องมือช่วยคลอด

6. แม่ตั้งครรภ์แฝด หรือท้องนี้มดลูกโตมาก มีเนื้องอก หรือมีน้ำคร่ำมาก

7. มีลูกตายในครรภ์ หรือมดลูกอักเสบติดเชื้อ

8. รกไม่คลอด หรือ มีรกค้าง

9. ใช้ยากระตุ้น หรือ เร่งการเจ็บครรภ์คลอด

10. แม่มีอาการตกเลือดก่อนคลอด จากภาวะรกเกาะต่ำ หรือรกลอกตัวก่อนกำหนด

11. แม่ใช้ยาที่ทำให้ตกเลือด เช่นยารักษาหอบหืด ความดันโลหิตสูง ยาต้านการแข็งตัวของเลือด

 

10 วิธีป้องกันการตกเลือดหลังคลอดด้วยตนเอง…มีดังนี้ค่ะ

1. คุมกำเนิดหรือทำหมันหากมีลูกพอแล้ว การมีลูกมาก คลอดตามธรรมชาติเกิน 5 คน และการผ่าตัดคลอดท้องที่ 3 ขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อการตกเลือดหลังคลอด

2. เตรียมตัวก่อนท้อง ในกรณีที่มีโลหิตจาง น้ำหนักน้อย อ้วน หรือมีโรคประจำตัว ควรแก้ไขให้ใกล้เคียงปกติ จึงจะปล่อยให้ท้อง หากอายุมากเกิน 35 ปี ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนปล่อยให้ท้อง

3. รับประทานโฟเลท หรือกรดโฟลิก ก่อนท้อง 1-2 เดือน เพื่อลดการแท้ง ความพิการในเด็ก

4. ฝากครรภ์ทันทีที่ทราบว่าท้อง แพทย์สามารถตรวจพบความพิการของทารก และอาจใช้ยาช่วยลดภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ เช่นครรภ์เป็นพิษ คลอดก่อนกำหนด ฯลฯ ได้

5. ฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอตามนัด ปฏิบัติตามคำแนะนำ หากมีอาการผิดปกติ เช่นมีเลือดออก ลูกไม่ดิ้น มีน้ำเดิน แขนขาบวม มีไข้สูง ควรไปพบแพทย์ก่อนนัด

6. ไม่ปล่อยให้น้ำหนักเพิ่มมากขณะท้อง เพราะเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ครรภ์เป็นพิษ ลูกโตเกินไป

7. การปฏิบัติตัวขณะตั้งครรภ์ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารครบส่วน ไม่ควรทำงานที่เสี่ยงอันตรายต่ออุบัติเหตุ หรือทำงานหนัก เช่นทำงานก่อสร้าง ยกของ เดินทางไกล ฯลฯ

8. คลอดลูกในสถานที่มีเครื่องมือครบถ้วน แพทย์ชำนาญ สามารถดูแลภาวะวิกฤตต่อชีวิตได้

9. ไม่จำเป็นไม่ควรใช้ยากระตุ้นการเจ็บครรภ์ และยาเร่งคลอด

10. ไม่ควรซื้อยาใด ๆมาใช้เองในขณะท้อง เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อแม่และลูกในท้อง

 

หมอขอเอาใจช่วยและอวยพรให้คุณแม่ตั้งครรภ์และคลอดอย่างปลอดภัยทั้งแม่และลูกในครรภ์ค่ะ

Share
This Article

Related Article

16 February 2018

Happy Together ช่วงเวลาต้องมนต์ของเราสามคน

Happy Together แพ็คเกจถ่ายภาพสุดยอดเมคโอเวอร์ครั้งยิ่งใหญ่ของคุณแม่กับเบบี๋ในครรภ์พร้อมคุณพ่อ โดยช่างภาพแฟชั่นคนดังที่ถ่ายปกและถ่ายแฟชั่นให้กับนิตยสาร

01 December 2017

4 เคล็ดลับสร้างสายสัมพันธ์กับลูก ให้ยั่งยืนยิงยาวชั่วชีวิต…สุดคุ้ม!!

ชวนพ่อแม่ตักตวงนาทีทองที่ลูกยังคงซูฮกในความเก๋าของเรา รีบสรรค์สร้าง “สายสัมพันธ์ยั่งยืนยิงยาว” ก่อนที่ลูกจะเข้าสู่วัยทีน!!

18 May 2018

ภาพถ่ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการรอดชีวิตของลูกแฝด

ลูกเป็นจุดเริ่มต้นในหลายสิ่งอย่างในชีวิตของคนเป็นพ่อแม่ เช่นเดียวกับ Lilia Alvarado คุณแม่ที่มีจุดเริ่มต้นของการถ่ายภาพมาจากการรอดชีวิตของลูกสาวฝาแฝด ซึ่งผ่านนาทีชีวิตและช่วงเวลาวิกฤตมาได้ในที่สุด