13 December 17

พูดยังไง ให้ลูก “ได้ยิน”

 “ฟังอยู่รึเปล่า?! ได้ยินที่พูดไหมลูก..กกก?!!!”… สิ้นเสียงตะโกนของผู้พูด หูของอีกฝ่ายก็ออกอาการโต้คลื่นทวนลมอย่างช่ำชอง!  โอ่ย..ยยย ทำไม “พูดอะไรก็ไม่ฟังเลย!” อรั๊ยยยย!

‘ขุ่นแม่ต่างดาว’ และ Mumraisin อยากจะบอกว่า จริงๆ แล้วลูกสุดเลิฟของเรา “ได้ยิน” และ “กำลังฟังอยู่” เพียงแต่เขาเริ่มชำนาญเพลงยุทธ “ลมทะลุหู” ด้วยลีลา “ได้ยิน-ประหนึ่งไม่ได้ยิน” โดยมีเราเป็น “ด่านฝึก” ชั้นเลิศ!

อ้าว..วว ทำไมมาโทษกันเองล่ะ! (เสียงเพื่อนร่วมชะตากรรมตะโกนถามมา!) งั้นขอกระซิบถามว่า… อาการหูทวนลมของลูกเกิดขึ้นเมื่อใด

(ก.) ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ หรือ

(ข.) เกิดขึ้นเฉพาะเวลาอยู่กับพ่อแม่?

ถ้าเลือกข้อ (ก.) แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เผื่อมีปัญหาทางการได้ยิน (ไม่ควรมองข้ามนะ)

แต่ถ้าเลือกข้อ (ข.) ล่ะก็… โอกาสที่ลูกกลับมา “ฟังพ่อแม่” อีกครั้ง อยู่ใกล้แค่เอื้อม! (เยส!)

เสียงมา กายปรากฏ

อาการหูทวนลมไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่จะรุนแรงเฉพาะเวลาพ่อแม่ “สั่ง” ให้ทำอะไรสักอย่างเท่านั้นแหละ (ฮึ่ม!) ยิ่งถ้าเราชินที่จะสั่งลูกด้วย “เสียงลอยลมไล่หลัง” ล่ะก็… เสียงของเราก็เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวาของลูก และระเหยไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย

อยากให้ลูกฟังชัดๆ “ต้องเดินไปหาลูก จับลูกเบาๆ เพื่อให้เขารู้ตัว และบอกสิ่งที่ลูกต้องทำ” เช่น “ไปอาบน้ำได้แล้วลูก”… การสบตาพูดคุยกันคือ การให้เกียรติคู่สนทนาตัวน้อย และทำให้เรา “ใจเย็น” ขึ้นโดยอัตโนมัติ น้ำเสียงก็จะ “เป็นมิตร” มากกว่าการตะโกนออกคำสั่งใส่ลูก วิธีนี้ทำให้มั่นใจด้วยว่า คู่สนทนาตัวน้อย “ได้ยิน” สิ่งที่เราพูดแน่นอน เพราะงั้นจะมาทำเนียนว่า “ไม่ได้ยิน” ไม่ได้แล้วนะจ๊ะ!

พูดสั้น เน้นใจความสำคัญ

ถ้าลูกเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย เราคงไม่ต้องอ่านมาถึงบรรทัดนี้! (เหอะๆๆ) เพราะงั้นต้องเตือนสติตัวเองว่า ในเมื่อลูกเราเป็นเด็กแน่วแน่ม้าก..กกก (ศัพท์สุภาพของ “จอมดื้อ!”) สิ่งที่ต้องทำก็คือ  “พูดสั้น เน้นเรื่องต้องทำเท่านั้นพอ” ถ้าต้องการเตือนให้ลูกๆ ไปอาบน้ำ ก็พูดแค่ “ไปอาบน้ำได้แล้วลูก”  ไม่ต้องแถมท่อนสร้อย เพราะมีแต่ทำให้คนพูดเจ็บคอ ซ้ำร้าย “คำสั่ง” ของเรายังสลายความสำคัญ กลายเป็นเพียง “เสียงบ่น!” อีก เพราะงั้น สั้นๆ เน้นเรื่องต้องทำ

กำหนดกรอบเวลา

ทุกครั้งที่สั่งให้ลูกทำอะไร เรามักหวังให้ลูก “ทำทันที” ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก ดังนั้น “การกำหนดกรอบเวลา” จะช่วยให้ทุกฝ่ายกดดันน้อยกว่า  เช่น​ “เล่นอีก 15 นาทีแล้วไปอาบน้ำนะ” หรือ “สองทุ่มเตรียมตัวเข้านอนด้วยจ้า” วิธีนี้ทำให้เราไม่ต้องยืนจ้อง หรือพูดซ้ำๆ ให้ลูกทำทันที ส่วนลูกก็ไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนถูกบังคับ เพราะมีเวลาทำสิ่งต่างๆ ภายในเวลาที่ตกลงกันไว้

จัดโปรโมชั่น

หากลูกไม่ทำตามที่ตกลงไว้  บางคนเลือกวิธี “ตัด” “งด” “ยกเลิก” สิ่งที่ลูกชอบ แต่วิธีนี้กลับสร้าง “ระเบิดเวลา” สำหรับทุกฝ่าย… เช่น “ไปอาบน้ำได้แล้ว ไม่งั้นจะงดเล่นเกม”  โห… แค่ฟังก็รู้สึกเหมือนข่มขู่กันล่วงหน้า และถ้าลูกไม่ทำ เราก็ต้อง “ลงโทษ” ตามที่ลั่นวาจาไว้ ซึ่งมีแต่ทำให้สายสัมพันธ์ระหว่งเราและลูกติดลบ ลูกก็ยิ่งไม่อยากให้ความร่วมมือ

แนะนำให้ “จัดโปรเชิงบวก” ดีกว่า เช่น “ถ้าอาบน้ำเสร็จเร็วตามเวลา เดี๋ยวมาอ่านนิทานกัน” ฟังแล้วสร้างสรรค์ เป็นมิตร และน่าให้ความร่วมมือกว่าเยอะ

เงียบ เพื่อเคลื่อนไหว

หากครบเวลาแล้ว ลูกยังไม่ขยับตัว อย่าเพิ่งใจร้อนเดินไปต่อว่า หรือบ่นยาวเหยียด แนะนำให้สะกดอารมณ์ไว้ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ อาจใช้วิธีจูงมือไปทำสิ่งที่ต้องทำทันที แต่ถ้าลูกอยู่วัยประถมปลายขึ้นไป และเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ควรให้โอกาสลูกด้วยการเตือนอีกสักสองสามครั้งก็พอแล้วล่ะ  จากนั้นให้กัดฟันเดินไปจากที่เกิดเหตุ ไม่ต้องจดจ้อง และ “จงอดใจรอ” ให้ลูกทำสิ่งนั้นด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องจ้ำจี้จ้ำไช

เชื่อเถอะว่า ลูกได้ยินสิ่งที่ต้องทำแล้วล่ะ แต่สิ่งที่เขาไม่อยากได้ยินเพิ่มก็คือ “เสียงบ่น!”…  ลองใช้ “ความเงียบ” แทน “เสียงหมีกินผึ้ง” แล้วจะรู้สึกเลยว่า วินาทีที่ลูกเดินไปทำสิ่งที่ต้องทำด้วยตัวเอง ช่างคุ้มค่าต่อการกัดฟันไม่บ่น จริงๆ

สั่งเนื้อๆ ไม่น้ำๆ

หากไม่อยากจมอยู่กับความรู้สึกว่า “ลูกขัดคำสั่งตลอดเวลา” ก็อย่า “ขยันออกคำสั่งจุกจิก”… พูดเช่นนี้ไม่ได้แปลว่า ให้ตามใจลูก แต่หมายความว่า เราต้องแยกให้ออกว่า สิ่งใดคือ  “เรื่องสำคัญ” ที่ลูกจำเป็นต้องทำตามกำหนด ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเสียหาย และสิ่งใดไม่ใช่…

ถ้าสิ่งนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ก็จัดไปตามสเต็ปที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่เป็นเพียงความหย่อนยานทางวินัย (เช่น ถอดรองเท้าไม่เป็นที่ หรือ ขี้เกียจอาบน้ำ) เราก็ต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อลดความหงุดหงิด อดทนรอจังหวะที่อารมณ์ดีทั้งคู่ แล้วค่อยบอกให้ทำ ก็ไม่สาย… เมื่อไม่สั่งพร่ำเพรื่อ ลูกจะรู้เลยว่า เมื่อพ่อแม่ “สั่งให้ทำอะไร” นั่นไม่ใช่ “เสียงบ่น” แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำตามจริงๆ ชัดเจน แอนด์ เวรี่เคลียร์!

ฟังลูกบ้าง

หนึ่งในเหตุผลที่ลูกไม่อยากฟังพ่อแม่ ก็เพราะรู้สึกว่า “พ่อแม่ไม่เคยฟังเขา”… เวลาลูกอยากบอกอะไร ถามอะไร หรือ ให้เหตุผล หากพ่อแม่ก็ไม่เคยเปิดโอกาสให้พูด และไม่เคยรับฟัง แล้วทำไมเวลาพ่อแม่ “พูด” เขาต้อง “ฟัง” ด้วยล่ะ?!

การสนทนาที่สมบูรณ์ต้องประกอบด้วย “ผู้พูด” “ข้อความ” และ “ผู้ฟัง” เหมือนการเล่นโยนรับลูกบอล ต้องเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้โยนรับสลับไปมา การเล่นจึงไหลลื่น ผู้เล่นก็รู้สึกสนุกสนาน… การรับฟังลูกไม่ได้แปลว่า เราต้อง “เห็นด้วย” แต่เราฟังเพื่อ “เข้าใจ” สิ่งที่ลูกคิด เพื่อช่วยให้เรา “เลือกวิธีสื่อสารกับลูก” ได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องปะทะกัน

ลองฟังลูกด้วยความตั้งใจ สบตาเวลาลูกพูด ใส่ใจในความคิดของเขา และลูกจะ “ได้ยิน” สิ่งที่เราพูดแน่นอน

Share
This Article

Related Article

22 August 2017

10 ลูกไม้ (สาว) หล่นใต้ต้น สวยและเก่งเหมือนแม่

10 คู่แม่กับลูกสาวจากฝั่งฮอลลีวู้ด ที่มาพร้อมนิยามความงามแบบลูกไม้หล่นใต้ต้น แถมยังเก่งเหมือนแม่

06 December 2017

อัพเกรด Terrible Two เป็น Terrific Two กันเถอะ!

ทุกวันนี้เห็นเด็กน้อยสองขวบแล้ว รู้สึกจิ๊บๆมาก ถ้าเราเข้าใจ “ธรรมชาติของวัยสองขวบ” ก็สามารถรับมือ “สองขวบสุดแสบ” และอัพเกรดเป็น “สองขวบสุดสวาท” ได้ไม่ยาก มาไขความลับในใจของหนูน้อยวัยสองขวบกัน!

26 June 2017

14 สัญญาณรักจากลูก ที่บ่งบอกว่า คุณเป็นแม่สุดเริ่ด

เป้าหมายความสมบูรณ์แบบสำหรับการเป็นแม่มีอยู่จริงไหมไม่อยากพิสูจน์ แต่หากคุณเชื่อมั่นว่ากำลังพยายามทำเพื่อลูก และลูกมีผลตอบรับแบบนี้ รับรางวัลแม่สุดเจ๋งของลูกไปครอบครองได้เลยค่ะ