29 November 17

“ไฮเทคแบบดีต่อใจ” 9 วิธีจัดระเบียบ Device ในมือลูกรัก (และในมือคุณเอง)

ในวันที่โลกใบนี้กลายเป็นดิจิตอลไปเสียทุกสิ่ง จะให้เลี้ยงลูกแบบอนาล็อกเหมือนที่คุณถูกเลี้ยงมาคงเป็นไปไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรไม่ให้ลูกๆ หรือแม้แต่ตัวคุณเองเผลอตัวก้มหน้าอยู่กับหน้าจอจนลืมนึกไปว่ายังมีคนที่ควรค่าแก่การพูดคุยและใช้เวลาด้วยอยู่ใกล้แค่เอื้อม

คุยกันบ่อยๆ เรื่องเทคโนโลยี

เมื่อลูกอายุ 3 ขวบขึ้นไปและพอจะสื่อสารได้แล้ว ควรเริ่มพูดคุยเรื่องเทคโนโลยีกับลูกๆ ทุกสัปดาห์ เพียงคุณนั่งกับพื้นให้อยู่ในระดับเดียวกับเจ้าตัวเล็กแล้วชวนพวกเขาคุยถึงเกมโปรดในไอแพ็ดหรือรายการโปรดทางยูทูบของพวกเขา รับฟังว่าทำไมเขาถึงชอบแต่อย่าทำตัวตัดสินในคำตอบของเขาเด็ดขาด เพราะเป้าหมายคือการสร้างความเชื่อใจในครอบครัวระหว่างที่เด็กๆ เติบโตขึ้นมาและวันหนึ่งหากเขาเผชิญหน้ากับการรังแกทางออนไลน์  (Cyberbullying)  เด็กๆ จะได้รู้สึกสบายใจมากพอที่จะบอกเรื่องนั้นกับคุณได้

จัดพื้นที่ “ปลอด Device”

กำหนดพื้นที่ที่จะไม่มีการนำโทรศัพท์ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ หรือวิดิโอเกม มาไว้ในบริเวณนั้น เช่น บนโต๊ะอาหาร (ไม่ว่าคุณจะกินข้าวที่บ้านหรือที่ร้านอาหารก็ตาม) เพราะการวางโทรศัพท์บนโต๊ะอาหารไม่เพียงถือว่าไม่สุภาพ แต่ยังทำให้คุณอดใจไม่ไหวและต้องหยิบขึ้นมาเช็กดูบ่อยๆ อีกด้วย และเมื่อไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ ทุกคนจะได้พูดคุยถึงเรื่องที่แต่ละคนพบเจอในแต่ละวันกันมากขึ้น  อีกที่ที่ไม่ควรมีอุปกรณ์เหล่านี้คือห้องนอนของเด็กๆ โดยเฉพาะเวลาที่คุณเอาพวกเขาเข้านอน เพราะนั่นควรเป็นเวลาศักดิ์สิทธิ์ที่คุณจะได้อ่านนิทานให้เขาฟังหรือรับฟังเรื่องราวต่างๆ ที่โรงเรียนของลูก โดยไม่มีอะไรมาทำให้คุณ (และลูก) เสียสมาธิได้ง่ายๆ

 

กำหนดเวลาการใช้ Device ให้ชัดเจน

ไม่ควรให้เด็กต่ำกว่า 2 ขวบเล่นมือถือหรือแท็บเล็ต ในขณะที่เด็กโตสามารถใช้ได้ภายในเวลาจำกัด เพราะการเล่นที่มากไปจะทำให้เด็กนอนได้ไม่สนิท มีความสนใจสั้นลง และไม่ได้ออกกำลังอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นควรวางเงื่อนไขให้ชัดเจนว่า ลูกสามารถเล่นได้นานกี่นาที หรือหลังหนึ่งทุ่มเป็นต้นไป จะไม่มีการใช้ Device เหล่านี้เพื่อที่ทุกคนจะได้พูดคุยกันมากขึ้น หรือหลังสามทุ่ม ต้องส่งมอบไอแพ็ดหรือแท็บเล็ตคืนพ่อแม่ ในขณะที่บางบ้านอาจจำกัดการใช้ Device เหล่านี้แค่เฉพาะเวลาเดินทางไกลหรือเวลาที่ลูกไม่สบายเท่านั้น


ปิด Push Notification และเสียงเตือน

ถ้าโทรศัพท์ไม่ส่งเสียงเตือน โอกาสที่คุณจะหยิบมันขึ้นมาดูก็จะน้อยลง ดังนั้นเลือกตั้งค่าการเตือนเฉพาะแอพที่จำเป็นจริงๆ หรือถ้าเลือกปิดได้หมดก็ควรปิดซะ เปิดไว้แค่เสียงเรียกเข้าเวลามีคนโทร.มาเท่านั้นเป็นพอ เพราะข้อความต่างๆ จะยังรอให้คุณมาเปิดอ่านอยู่ดี แล้วคุณจะพบว่าคุณหยิบโทรศัพท์มาดูน้อยลงได้จริงๆ

 

เปลี่ยนพาสเวิร์ดบ่อยๆ

เด็กๆ ฉลาดกว่าที่คุณคิดไว้มาก ถ้าไม่อยากให้ลูกเข้าถึงโลกออนไลน์ได้ง่ายนักก็ควรหมั่นเปลี่ยนพาสเวิร์ดไว-ไฟ และอุปกรณ์ต่างๆ เสมอ จากนั้นทำข้อตกลงกับลูกๆ ให้ชัดเจนว่าถ้าพวกเขาต้องการพาสเวิร์ดใหม่เพื่อจะเปิดเครื่องได้ พวกเขาควรทำอะไรให้เสร็จก่อนบ้าง เช่น เก็บเตียงตัวเอง ทำการบ้าน แปรงฟัน หรือกินนมให้ได้วันละ 2 กล่อง และเมื่อได้พาสเวิร์ดแล้ว พวกเขาสามารถใช้อุปกรณ์นั้นได้นานแค่ไหนก่อนต้องส่งมอบเครื่องคืนให้คุณ

อย่าใช้แต่กูเกิ้ล ควรหันมาเปิดหนังสือแทน

ยังจำพจนานุกรมหรือสารานุกรมได้หรือเปล่า ถ้าที่บ้านคุณมีหนังสือพวกนี้อยู่ ใช้มันให้เป็นประโยชน์เถอะ เวลาที่ลูกๆ ถามความหมายของศัพท์บางคำหรือมีข้อสงสัยเรื่องอะไรสักเรื่อง แทนที่จะพึ่งแต่อากู๋ในการหาคำตอบผ่าน Google เป็นตัวเลือกแรก ลองเปิดหนังสือเหล่านี้ดูก่อน เพราะมีการศึกษาพบว่า การที่เราเปิดหาข้อมูลกับหนังสือที่จับต้องได้นั้น ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะจดจำข้อมูลหรือคำตอบนั้นได้ดีกว่า ในขณะที่การเสิร์ชหาทางกูเกิ้ลนั้นง่ายก็จริง แต่กลับเพิ่มแนวโน้มที่ทำให้นึกอยากเช็กอีเมล์หรือดูเฟซบุ๊คต่อจนลืมเวลาไปได้

 

อย่าสอนลูกเรื่องโลกกว้างผ่านทางเทคโนโลยีเท่านั้น

เด็กๆ ช่วงก่อนวัยเรียนนั้นเหมาะที่จะเรียนรู้โลกกว้างจากสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเขา เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่เด็กเห็นในเกมหรือในสื่อต่างๆ คุณควรพาเขาไปเจอของจริงด้วย เช่น ถ้าเขาเล่นเกมเก็บแครอท คุณก็ควรพาเขาออกไปตลาดเพื่อจะได้เห็นแครอทของจริง ที่สำคัญ ระหว่างที่คุณกำลังสอนลูกให้เห็นโลกกว้างผ่านประสบการณ์จริง อย่าให้อุปกรณ์เทคโนโลยีของคุณเข้ามาขัดจังหวะการเรียนรู้นั้นเสียล่ะ

ตั้งค่า “airplane mode” เมื่อไปงานโรงเรียนของลูก

ใช่ว่าการแสดงละครหรือการแข่งกีฬาของลูกจะน่าเบื่อหรอกนะ แต่พอคุณควักโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปลูก เชื่อเถอะว่าหลายคนอดใจไม่ได้ที่จะขอเช็กข้อความสักนิดนึง เพราะคุณอาจคิดว่าลูกคงไม่ทันสังเกตเห็นคุณทำแบบนี้หรอก แต่เชื่อไหมว่า ทันทีที่คุณคิดอย่างนั้น นั่นแหละคือจังหวะเดียวกับตอนที่ลูกสอดส่ายสายตามองดูว่าคุณนั่งอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นเพียงแค่ตั้งค่าโทรศัพท์ให้เป็นAirplane mode คุณก็จะสามารถบันทึกทุกเหตุการณ์ของลูกที่คุณไม่อยากพลาดและอยู่กับปัจจุบันขณะโดยไม่เผลอเช็กข้อความใดๆ ได้อีก

ทำให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง

เพราะการพร่ำบอกไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่ากับการทำให้ดู ไม่ว่าคุณจะวางกรอบหรือเงื่อนไขแบบใดภายใต้หลังคาบ้านของคุณ คุณก็ควรต้องทำตามเงื่อนไขเหล่านั้นให้ได้เช่นกัน ไม่อย่างนั้นแล้วคุณจะบอกเด็กๆ ได้อย่างไรว่าให้วาง Device ในมือลง ถ้าในมือของคุณยังถือมันไว้อยู่เลย

Share
This Article

Related Article

25 July 2017

“จ๊ะเอ๋” ไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ นะคะคุณแม่

เล่นจ๊ะเอ๋ เกมธรรมดาๆ ที่ปู่ย่าตายายเคยเล่นกันมานาน แต่ใครจะคิดว่าเกมง่ายๆ แบบนี้จะมีประโยชน์ต่อพัฒนาการด้านสติปัญญาของลูกน้อยแบบสุดๆ

09 November 2017

From Night to Day

พลิกชุดนอนให้เป็นชุดเที่ยว แม่แม่สายแฟชั่นสุดเปรี้ยว ต้องลอง!

06 June 2017

คุณแม่ท้อง ฉีด“วัคซีน”ครบหรือยังคะ

‘วัคซีน’ ถือเป็นปราการด่านแรกๆ ที่จะช่วยให้คุณแม่และลูกน้อยปลอดภัยจากโรคร้ายแรงต่างๆ และผ่านพ้นช่วงตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย ว่าแต่วัคซีนอะไร ฉีดอย่างไร และถ้าไม่ฉีด จะเกิดความเสี่ยงอะไรบ้าง ตามอ่านได้เลยค่ะ